โทรหาไม่รับสาย ฉันเลย....
ฝากเป็นข้อความ ว่าคิดถึงเธอ......รักเธอเหมือนเดิม
นานแล้ว ไม่มาหา ฉันเลย..........
อยากจะพบเธอ เธอไม่ว่างเจอ..........หรือว่าเธอลืม
เห็นความจริงวันนี้ เธออยู่กับใคร
เห็นตำตา เจ็บซึ้งใจ ว่าทำไม่เธอถึงลืม
เธอ บอกว่าเธอรักฉัน บอกว่าเรารักกัน
แต่ทำไม เธอกับเขาแอบมีอะไรมันลึกซึ้ง
บอกว่าเธอรักฉัน บอกว่าเรารักกันบอกรักฉัน
บอกทำไม แต่เธอกลับไปกับใครคนนั้น
หมายความว่ายังไง
...................................................................
พาดหัวข่าว ที่หัวใจ ตัวใหญ่เท่าบ้านนายก
"อ๋อ......มันเป็นอย่างนี้นี่เอง" ((ทำเสียงเหมือนในทีวีแชมป์เปี้ยนจะได้อารมณ์มาก))
เป็นเรื่องราวในจินตนาการ....
ที่กลายเป็นเรื่องจริงปาฏิหารย์สินะ
"ปาฏิหารย์" เขามักใช้กับเรื่องดี ๆ นี่หรือนี่อาจจะเป็นเรื่องดีของฉัน
ที่ได้ "ตาสว่าง" ซักที..........เห็นความจริงที่ผ่านมา ย้ำเตือนฉันจำเอาไว้ทุกเวลา
ขอบคุณที่เคยให้อยู่ใกล้..........ชิด ((ออกเสียงสำเนียงอังกฤษ))
ขอบคุณที่เคยเป็น Yes Man!! ((ออกเสียงสำเนียงไทย ๆ))
และขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าฉันควรจะสะบัดมือออกจากมือของเธอซักที
ลาขาดกันซักทีนะ San Fan^ ((เสียงไทย ๆ สูง ๆ))
Good F_ck จ้า....
(= ^ 0 ^ =)//
......................................................
(แค่เรื่องสมมติ ที่อ้างอิงมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
คิดถึง

ข้างบ้านมีต้นไทรต้นใหญ่
ใต้ต้นไทรมีแคร่ไม้ไผ่ ที่มีรากไทรห้อยลงมารอบ ๆ
เหมือนม่านบาง ๆ ที่มีไว้ตกแต่งแคร่ไม้ไผ่นั้นให้สวยงามมากขึ้น
ยามสายย่าจะนั่งอยู่ตรงนั้น คอยดูแลหลาน ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่บริเวณบ้านด้วยสายตาที่ห่วงใย
หน้าบ้านเป็นคลองขนาดกลาง
สายน้ำไหลเอื่อยตลอดเวลาที่ริมคลองมีสะพาน
ข้างสะพานมีต้นมะกอกน้ำต้นใหญ่ (มาก) แผ่กิ่งก้านคอยให้ร่มเงา
ช่วงหน้าฝนน้ำในคลองจะมีมาก ที่บ้านเราจะเรียกกันว่าหน้าน้ำ
ต้นมะกอกน้ำออกลูกดกกิจกรรมของเราคือช่วยกันสอยมะกอกลงมา
และเก็บไปดองเอาไว้กิน เรื่องการเก็บมะกอกเป้นหน้าที่ของเด็ก ๆ บรรดาหลาน ๆ ของย่ารวมถึงฉันด้วยส่วนหน้าที่ดองมะกอก ย่าเป็นคนรับอาสาจะทำเองทั้งหมด เพราะเกรงว่าถ้าปล่อยให้พวกเด็ก ๆ ทำมันจะอร่อยเกินไป (???)
ทุกวันพระ ย่าจะตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อลุกขึ้นมาทำกับข้าวและขนมไว้ไปทำบุญที่วัด
ถ้าขนมชนิดไหนที่ต้องใช้เวลาทำนาน ย่าและพวกเด็ก ๆ จะช่วยกันเตรียมของตั้งแต่ตอนกลางคืนก่อนนอนเช่น ขนมลอดช่อง ย่าจะเอาข้าว(ฉันก็ไม่รู้ว่าข้าวอะไร) มาแช่น้ำไว้ตั้งแต่ช่วงเย็น และเอาใส่เครื่องโม่แป้งที่เป็นเหมือน หินสองก้อนวางซ้อนกัน ที่ก้อนบนมีรูไว้หยอดข้าวลงไป แล้วก็หมุน ๆ แล้วเราก็จะได้แป้งผสมน้ำออกมา(หมุนกันจนปวดแขนเลยทีเดียวกว่าจะได้ปริมาณที่ย่าต้องการ) พอโม่แป้งเสร็จย่าก็จะกรองเอาเฉพาะแป้งโดยใช้ผ้าขาวบางแล้วห่อแป้งด้วยผ้าขาวบางอันเดิมมัดให้แน่นแล้วน้ำไปแขวนที่ใต้ต้นไม้ 1 คืน (ทำไมต้องแขวนใต้ต้นไม้นอกบ้าน?)
ถ้าจะให้อธิบายขั้นตอนทั้งหมดคงอีกยาว ข้ามเลยแล้วกัน......
เมื่อขนมพร้อม ข้าวและกับข้าวพร้อม เราก็ยกของทั้งหมดลงเรือ ระหว่างที่ยกของ ฉันกับพี่ก็เป่ายิงฉุบกันใครชนะได้นั่งหัวเรือ อิอิ
ย่ารับหน้าที่พายเรือไปวัด ฉันกับพี่ก็นั่งเล่นเอามือราน้ำไปเรื่อย ถ้าเรารู้สึกได้ถึงรังษีอำมหิตจากด้านหลังเราก็จะรีบเอามือขึ้นจากน้ำทันที
........................ฯลฯ................................................
เสียงหัวเราะ เสียงร่ำไห้ความทรงจำมากมาย ณ ที่แห่งนั้น
ในบางขณะ..ฉันหลงลืมมันไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
ฉันหวนคิดถึงที่แห่งนั้น คิดถึงคนที่ฉันเคยนอนหนุนตัก
คนที่คอยปลุกฉันให้ลุกมาอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน
คนที่ได้แต่บ่น ได้แต่ดุ แต่ไม่เคยตีฉันสักครั้ง
คนที่ไปชี้หน้าด่าครูที่โรงเรียน ตอนที่ตรวจการบ้านฉันผิด (คิดแล้วฮา)
คิดถึงที่ที่ฉันเติบโต ที่ที่ฉันวิ่งเล่น ที่ที่ฉันตกต้นไม้ครั้งแรก
ที่ที่ทำให้ฉันว่ายน้ำเก่ง พายเรือเป็น
ถึงวันนี้จะไม่มีบ้านริมคลองอีกแล้ว....แต่ในความทรงจำ...ก็ยังตอกย้ำให้นึกถึงเสมอ..
....คิดถึงนะ...
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552
"เพ้อเจ้อ"

วันที่ฉันยืนอยู่คนเดียวบนสถานีรถไฟลอยฟ้า
สายตาเลื่อนลอย ไม่ได้น้อยไปกว่าใจที่ลอยเลื่อนไปทางซ้ายที ทางขวาที
ภาพตรงหน้ามันดูเบลอไปหมด ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นด้วยคุณภาพกล้องจากแมลงซัมซุงในมือ หรือคุณภาพสายตากันแน่ ที่ขาดความคมชัดในการมองสิ่งต่าง ๆ
แต่ก็ช่างเถอะ อะไร ๆ มันก็ไม่มีความแน่นอนหรือชัดเจนตลอดเวลาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ฉันจะขวนขวายหาคำตอบไปเพื่ออะไร ในเมื่อสักวันทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องเปลี่ยนแปลงกันทั้งนั้น
ฉันเหลือบไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนสถานี เข็มสั้นและเข็มยาว อ่อ รวมทั้งเข็มวินาทีด้วยพร้อมใจกันชี้ไปที่เลข 5งั้นก็รวมกันเป็น 555 น่ะสิ
อะไรกันนี่ แม้แต่นาฬิกาก็ยังหัวเราะเยาะฉันหรอ
กะอีแค่ฉันมายืนสับสนคนเดียวบนสถานีรถไฟฟ้านี่อ่ะนะ
แค่ฉันหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ มันคงดูน่าตลกมากสินะ
ถ้าอยากจะขำนักล่ะก็...เชิญตามสบาย ฉันคงต้องกลับบ้านแล้วล่ะ
แค่มองอะไรไม่ชัดก็เวียนหัวจะแย่ นี่ยังต้องมาหงุดหงิดกับนาฬิกาอย่างแกอีกคงจะไม่ไหว...เชิญอยู่เพ้อเจ้อหัวเราะไปเรือนเดียวก็แล้วกัน..นาฬิกาบ้า!!
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
At first sight ภู-กระ-ดึง
อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ....แต่เลิกทำกูร้องไห้สักที!!
^
^
^
ข้างบนนั่นไม่เกี่ยวอะไรกับบล๊อคนี้........(แล้วเมิงจะเขียนทำไม?..-*-)
อ่ะ...เข้าเรื่อง...
ไปเที่ยวมา ที่เขาเรียกว่า ภู-กระ-ดึง
(กรุณาออกเสียงให้เหมือนกับเจ้าหน้าที่บนภู สำหรับคนที่ร่วมทริปด้วยกันคงรู้ดี)
ระหว่างการเดินทางก็รู้ ๆ กันอยู่ ชิวมากมาย (มั้ยวะ)
ฉันเห็นป้ายเขียนตัวโต ๆ ว่า "ซำแฮ่ก 200 เมตร"
มันแปลว่า อีก 200 เมตรจะถึงจุดพักจุดแรก
โอ้ว มายก๊อดเนสสสส!!.....จะได้พักแล้วโว้ยย แอบตะโกนในใจภายใต้ใบหน้านิ่ง
หลอกคนรอบข้างไปพลาง ๆ ตูไม่เหนื่อย ๆ
......เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ไม่ทราบได้เหงื่อไหลอาบตัว อาบหน้า
ไหลหยดย้อยจากหน้าผากเถิก ๆ แล้วเข้าโค้งหักศอกผ่านหางตามายังโหนกแก้ม
และไหลไล่ลงมาจนถึงปาก แทนที่มันจะเลยผ่านไป
แม่ม!! ...ไหลเข้าปาก "เหงื่อเค็ม แต่ไม่ดี" -*-
"ไหนวะ 200 เมตรของมัน"...คนวัด มันเริ่มวัดจากตรงไหนเนี่ย..ทำไมไม่ถึงซักที...
ฉันบ่นอุบตลอดทาง.....
กว่าจะถึงซำแฮ่ก..ก็เล่นเอาลิ้นห้อย..สภาพร่างกายที่เริ่มจะย้อย ๆ ไปตามสังขาร ชักจะงอแงซะแล้ว...
"ใจ..สู้หรือเปล่า ไหวมั้ยบอกมา โอกาสของผู้กล้า ศรัทธา ไม่มีท้อ"
...เพลงพี่โป่ง แว่บเข้ามาในหัวเอ้าฮึดอีกสักหน่อย...สู้โว้ย!!
ผ่านซำแล้ว ซำเล่า..พวกเราก็ยังสู้ไม่ถอย
เราไม่ได้ประคับประคองหรือเกาะกลุ่มกันแน่นตลอดเวลา
แต่ทุกครั้งที่มองไปข้างหน้าหรือหันหลังมองไปทางข้างหลัง
เราจะเห็นสายตาของเพื่อนเราคอยสบตากันเสมอนั่นแสดงว่า..
ไม่ต้องห่วงนะ เราไม่ทิ้งกันหรอก
"จุดหมายจะมีประโยชน์อะไร หากไปถึงแล้วไม่มีเพื่อน".
.ฉันได้ประโยคนี้มาจากหนังสือเล่มหนึ่งของ "นิ้วกลม"..ฉันเห็นด้วยกับเขา
ไม้เท้าที่ถืออยู่ในมือ ช่วยประคองร่างกายเราได้ แต่ประคองใจเราให้สู้ไปด้วยกันไม่ได้
สายตาที่คอยมองหาว่าเพื่อนเราอยู่ตรงไหนแล้ว..รอก่อนดีมั้ย
เสียงที่คอยส่งกำลังใจให้ "อีกนิดเดียว สู้ๆ" ..นี่ต่างหาก คือสิ่งที่ประคับประคองเราอย่างแท้จริง...
ฟ้ามืดแล้ว..แสงไฟริบหรี่แล้ว..มีแต่เสียงแมลงที่ร้องระงมไปทั่วแดนสังหาร
(ไม่ใช่ฉากในหนังสยองขวัญหรอก...แต่มันคือ
ลานกว้าง ที่อยู่อาศัยของทากน้อย ตัวเล็ก ๆ ยืด ๆ หยุ่น ๆ
ผู้มี "ทากษยะสัมพันธ์ดี"คอยชูหัว ชูหาง พร้อมจะทักทายกับเส้นเลือดใหญ่
ของเราตลอดเวลานั่นเอง....สำหรับจุดนี้ "แคร์นะ...แต่รังเกียจ")
กรี๊ดดดดดดดดดด....เอาออกๆๆๆๆๆ แกะให้หน่อยๆๆๆๆ........
ฉันร้องรัวอย่างกับปืนกลเมื่อเจ้าทากน้อยมันมาทักทายฉันเป็นแรก
ระหว่างทางเดินไปเวียนเทียน..อ่ะ งง อ่ะดิ่...
ถึงพวกเราจะรักการเที่ยวมากขนาดไหนแต่เราก็ไม่ลืมวันสำคัญทางพุทธศาสนาหรอกนะคะ
ถึงแม้หลังจากเทียนดับ จะมาล้อมวงนั่งก๊งเหล้ากันก็ตาม แต่แอลกอฮอล์ก็ไม่เคยล้าง
ความศรัทธาในศาสนาได้หมดหรอกนะค๊า...^___^
ป่าปิด....เดินเพลิน ๆ เจอดอกอะรูไม่ไร้(ผวนโลด)สวย ๆ วิวงาม ๆ ลมเย็น ๆ
หนุกหนาน ๆ เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่แคร์ จบ!!
วันสุดท้ายบน ภู-กระ-ดึง...
ฉันทิ้งสายตาอาลัยและใจบางส่วนไว้ที่นั่นนิดหน่อย
หากใครพบเจอและไม่ประสงค์จะเก็บไปดูแล..ก็ช่วยเดินผ่านไป..อย่าเหยียบย่ำ..ให้มันช้ำซะล่ะ
...................................................................................................................
^
^
^
ข้างบนนั่นไม่เกี่ยวอะไรกับบล๊อคนี้........(แล้วเมิงจะเขียนทำไม?..-*-)
อ่ะ...เข้าเรื่อง...
ไปเที่ยวมา ที่เขาเรียกว่า ภู-กระ-ดึง
(กรุณาออกเสียงให้เหมือนกับเจ้าหน้าที่บนภู สำหรับคนที่ร่วมทริปด้วยกันคงรู้ดี)
ระหว่างการเดินทางก็รู้ ๆ กันอยู่ ชิวมากมาย (มั้ยวะ)
ฉันเห็นป้ายเขียนตัวโต ๆ ว่า "ซำแฮ่ก 200 เมตร"
มันแปลว่า อีก 200 เมตรจะถึงจุดพักจุดแรก
โอ้ว มายก๊อดเนสสสส!!.....จะได้พักแล้วโว้ยย แอบตะโกนในใจภายใต้ใบหน้านิ่ง
หลอกคนรอบข้างไปพลาง ๆ ตูไม่เหนื่อย ๆ
......เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ไม่ทราบได้เหงื่อไหลอาบตัว อาบหน้า
ไหลหยดย้อยจากหน้าผากเถิก ๆ แล้วเข้าโค้งหักศอกผ่านหางตามายังโหนกแก้ม
และไหลไล่ลงมาจนถึงปาก แทนที่มันจะเลยผ่านไป
แม่ม!! ...ไหลเข้าปาก "เหงื่อเค็ม แต่ไม่ดี" -*-
"ไหนวะ 200 เมตรของมัน"...คนวัด มันเริ่มวัดจากตรงไหนเนี่ย..ทำไมไม่ถึงซักที...
ฉันบ่นอุบตลอดทาง.....
กว่าจะถึงซำแฮ่ก..ก็เล่นเอาลิ้นห้อย..สภาพร่างกายที่เริ่มจะย้อย ๆ ไปตามสังขาร ชักจะงอแงซะแล้ว...
"ใจ..สู้หรือเปล่า ไหวมั้ยบอกมา โอกาสของผู้กล้า ศรัทธา ไม่มีท้อ"
...เพลงพี่โป่ง แว่บเข้ามาในหัวเอ้าฮึดอีกสักหน่อย...สู้โว้ย!!
ผ่านซำแล้ว ซำเล่า..พวกเราก็ยังสู้ไม่ถอย
เราไม่ได้ประคับประคองหรือเกาะกลุ่มกันแน่นตลอดเวลา
แต่ทุกครั้งที่มองไปข้างหน้าหรือหันหลังมองไปทางข้างหลัง
เราจะเห็นสายตาของเพื่อนเราคอยสบตากันเสมอนั่นแสดงว่า..
ไม่ต้องห่วงนะ เราไม่ทิ้งกันหรอก
"จุดหมายจะมีประโยชน์อะไร หากไปถึงแล้วไม่มีเพื่อน".
.ฉันได้ประโยคนี้มาจากหนังสือเล่มหนึ่งของ "นิ้วกลม"..ฉันเห็นด้วยกับเขา
ไม้เท้าที่ถืออยู่ในมือ ช่วยประคองร่างกายเราได้ แต่ประคองใจเราให้สู้ไปด้วยกันไม่ได้
สายตาที่คอยมองหาว่าเพื่อนเราอยู่ตรงไหนแล้ว..รอก่อนดีมั้ย
เสียงที่คอยส่งกำลังใจให้ "อีกนิดเดียว สู้ๆ" ..นี่ต่างหาก คือสิ่งที่ประคับประคองเราอย่างแท้จริง...
ฟ้ามืดแล้ว..แสงไฟริบหรี่แล้ว..มีแต่เสียงแมลงที่ร้องระงมไปทั่วแดนสังหาร
(ไม่ใช่ฉากในหนังสยองขวัญหรอก...แต่มันคือ
ลานกว้าง ที่อยู่อาศัยของทากน้อย ตัวเล็ก ๆ ยืด ๆ หยุ่น ๆ
ผู้มี "ทากษยะสัมพันธ์ดี"คอยชูหัว ชูหาง พร้อมจะทักทายกับเส้นเลือดใหญ่
ของเราตลอดเวลานั่นเอง....สำหรับจุดนี้ "แคร์นะ...แต่รังเกียจ")
กรี๊ดดดดดดดดดด....เอาออกๆๆๆๆๆ แกะให้หน่อยๆๆๆๆ........
ฉันร้องรัวอย่างกับปืนกลเมื่อเจ้าทากน้อยมันมาทักทายฉันเป็นแรก
ระหว่างทางเดินไปเวียนเทียน..อ่ะ งง อ่ะดิ่...
ถึงพวกเราจะรักการเที่ยวมากขนาดไหนแต่เราก็ไม่ลืมวันสำคัญทางพุทธศาสนาหรอกนะคะ
ถึงแม้หลังจากเทียนดับ จะมาล้อมวงนั่งก๊งเหล้ากันก็ตาม แต่แอลกอฮอล์ก็ไม่เคยล้าง
ความศรัทธาในศาสนาได้หมดหรอกนะค๊า...^___^
ป่าปิด....เดินเพลิน ๆ เจอดอกอะรูไม่ไร้(ผวนโลด)สวย ๆ วิวงาม ๆ ลมเย็น ๆ
หนุกหนาน ๆ เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่แคร์ จบ!!
วันสุดท้ายบน ภู-กระ-ดึง...
ฉันทิ้งสายตาอาลัยและใจบางส่วนไว้ที่นั่นนิดหน่อย
หากใครพบเจอและไม่ประสงค์จะเก็บไปดูแล..ก็ช่วยเดินผ่านไป..อย่าเหยียบย่ำ..ให้มันช้ำซะล่ะ
...................................................................................................................
วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552
อ๋อ เหรอคะ
อยากอัพบล็อค แต่บางทีสมองก็ไม่ให้ความร่วมมือ
ใจพร้อม กายพร้อมแต่สมองราบเรียบ รอยหยักไปพักร้อนยังไม่กลับ
ความคิดตัน ๆ ....หมายถึง ตันจริง ๆ คิดอะไรไม่ออก
ไม่เกี่ยวกับเรื่องตัวตัน ๆ เพราะอันนั้นแค่สร้างภาพปกปิดความบอบบางเอาไว้ :P
...ปิ๊งป่อง!!...คิอ่อกแล้...บางทีฟอร์เวิร์ดเมลล์ มันก็มีประโยชน์เหมือนกันน๊า..
แก้ขัดไปก่อนละกันเนอะ ^0^
ณ แอร์พอร์ต แห่งหนึ่งมีผู้หญิง 2 คนนั่งอยู่ด้านหน้า
ต่างคนต่างมาคนด้านซ้ายมือแต่งตัวเหมือนคุณหญิงใส่เพชรใส่ทองมากมาย
ท่าทางออกแนวสาวเปรี้ยว
ส่วนคนด้านขวาแต่งตัวเรียบ ๆ ออกแนวสาวเรียบร้อยสุดๆ
แล้วผู้หญิง 2 คนก็เริ่มคุยกัน
สาวเปรี้ยว : สวัสดีค่ะมาเที่ยวคนเดียวเหมือนกันเหรอคะ
สาวเรียบร้อย : ค่ะมาคนเดียว
สาวเปรี้ยว :เนี่ย เดี๊ยน ไม่ได้มาเที่ยวอย่างเดียวหรอกนะคะกะว่าจะมาดูรถ Porche ไปให้ลูกใช้ซัก 2 คัน
สาวเรียบร้อย : อ๋อเหรอคะ
สาวเปรี้ยว : ตอนสมัยอยู่ฝรั่งเศส ก็ขับจากัวร์ กับเฟอร์รารี่เจ้าคุณพ่อซื้อให้ค่ะ เงินสดนะคะ
สาวเรียบร้อย : อ๋อเหรอคะ
สาวเปรี้ยว :มานี่จะซื้อของขวัญให้ตัวเองซะหน่อยกะว่าจะซื้อ เพชรกลับเมืองไทยซัก 50 กะรัต
สาวเรียบร้อย : อ๋อเหรอคะ
สาวเปรี้ยว : แล้วคุณน้องหล่ะคะ ชีวิตเป็นไงบ้างค่ะ
สาวเรียบร้อย : ก็ไม่มีอะไรคะ ชีวิตเรียบง่าย สมัยเรียน ท่านพ่อให้ไปเรียนในวัง ได้แต่เย็บปักถักร้อย ร้อยพวงมาลัย และทำขนม ครูห้ามพูดคำหยาบ ครูบอกว่าถ้าจะด่าใครว่า ...ตอแหล ให้พูดว่า “อ๋อเหรอคะ...”
.....................................................................
บทความคัดลอกจาก ฟอร์เวิร์ดเมลล์ จากเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ฯลฯ
(ใจจริงอยากจะใส่ไปซักอีก 20 แต่เผอิญดันขี้เกียจซะก่อน)
ใจพร้อม กายพร้อมแต่สมองราบเรียบ รอยหยักไปพักร้อนยังไม่กลับ
ความคิดตัน ๆ ....หมายถึง ตันจริง ๆ คิดอะไรไม่ออก
ไม่เกี่ยวกับเรื่องตัวตัน ๆ เพราะอันนั้นแค่สร้างภาพปกปิดความบอบบางเอาไว้ :P
...ปิ๊งป่อง!!...คิอ่อกแล้...บางทีฟอร์เวิร์ดเมลล์ มันก็มีประโยชน์เหมือนกันน๊า..
แก้ขัดไปก่อนละกันเนอะ ^0^
ณ แอร์พอร์ต แห่งหนึ่งมีผู้หญิง 2 คนนั่งอยู่ด้านหน้า
ต่างคนต่างมาคนด้านซ้ายมือแต่งตัวเหมือนคุณหญิงใส่เพชรใส่ทองมากมาย
ท่าทางออกแนวสาวเปรี้ยว
ส่วนคนด้านขวาแต่งตัวเรียบ ๆ ออกแนวสาวเรียบร้อยสุดๆ
แล้วผู้หญิง 2 คนก็เริ่มคุยกัน
สาวเปรี้ยว : สวัสดีค่ะมาเที่ยวคนเดียวเหมือนกันเหรอคะ
สาวเรียบร้อย : ค่ะมาคนเดียว
สาวเปรี้ยว :เนี่ย เดี๊ยน ไม่ได้มาเที่ยวอย่างเดียวหรอกนะคะกะว่าจะมาดูรถ Porche ไปให้ลูกใช้ซัก 2 คัน
สาวเรียบร้อย : อ๋อเหรอคะ
สาวเปรี้ยว : ตอนสมัยอยู่ฝรั่งเศส ก็ขับจากัวร์ กับเฟอร์รารี่เจ้าคุณพ่อซื้อให้ค่ะ เงินสดนะคะ
สาวเรียบร้อย : อ๋อเหรอคะ
สาวเปรี้ยว :มานี่จะซื้อของขวัญให้ตัวเองซะหน่อยกะว่าจะซื้อ เพชรกลับเมืองไทยซัก 50 กะรัต
สาวเรียบร้อย : อ๋อเหรอคะ
สาวเปรี้ยว : แล้วคุณน้องหล่ะคะ ชีวิตเป็นไงบ้างค่ะ
สาวเรียบร้อย : ก็ไม่มีอะไรคะ ชีวิตเรียบง่าย สมัยเรียน ท่านพ่อให้ไปเรียนในวัง ได้แต่เย็บปักถักร้อย ร้อยพวงมาลัย และทำขนม ครูห้ามพูดคำหยาบ ครูบอกว่าถ้าจะด่าใครว่า ...ตอแหล ให้พูดว่า “อ๋อเหรอคะ...”
.....................................................................
บทความคัดลอกจาก ฟอร์เวิร์ดเมลล์ จากเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ฯลฯ
(ใจจริงอยากจะใส่ไปซักอีก 20 แต่เผอิญดันขี้เกียจซะก่อน)
วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552
"Feel"

..ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย...แต่ในขณะเดียวกัน
มันก็ทำให้เจ็บปวดไม่น้อยเลยทีเดียว..
"ยิ้มให้ความผิดหวัง อย่างคนคุ้นเคย ยิ้มให้ความมืดมน อย่างคนรู้จักกัน
นี่คือเพื่อนเก่า ที่เราต้องเจอ เจอกันเมื่อนานแสนนาน
ร้องไห้ให้กับมัน ช่างดูง่ายดาย เหมือนมันไม่ท้าทาย เท่าเรายิ้มให้มัน
สุขก็ยิ้มได้ เจ็บก็ยิ้มได้ ให้ราคามันเท่ากัน ยิ้มให้มันก็พอ "
"ฉันไม่ได้แข็งแรง ไม่ได้มั่นคงสักเท่าไร แค่รู้ว่าบางที
แอบยิ้มตอนที่เสียใจ เหมือนอะไรก็ง่ายขึ้นมา"
v
v
v
อะไรกัน..มันก็แค่เพลง เพลงนึงไม่ใช่หรอ
น้ำตาไหลอีกแล้ว...ความรู้สึกตอนนี้คือซึ้ง หรือเศร้ากันนะ
ฉันเองก็แยกแยะไม่ออก
นี่ละมั้งที่เขาเรียกว่าความ "สับสน".......อีกนานมั้ยกว่าจะหาย?....
หายไปซะตอนนี้เลยได้รึเปล่า?
วันนี้รู้สึกเหนื่อย ๆ "เหนื่อย" ที่ต้องทำเหมือน "ไม่เป็นไร"
แล้วฉันเป็นอะไรไปล่ะ?.......ทำไมต้องทำเหมือนไม่เป็นไร?
.....ไม่มีปัญญาที่จะตอบตัวเอง.......
อยากไปทะเล ไปนอนมองท้องฟ้า ฟังเสียงคลื่น กลางคืนแหงนมองดาว
เหมือนอย่างเคย ๆ
สำหรับฉัน "ทะเลเค็ม แต่ดี"
ถึงมันจะไม่ได้ช่วยป้องกันฟันผุ แต่มันก็ทำให้ฉันสบายใจ
...................................................................
To someone........"กอดคุณ..อุ่นดี"
.................................................................
Should your heart still have some space ..........., Please
วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
......... (แฮ่กๆๆ)
"มีเงินอย่างเดียวเที่ยวไม่ได้นะเนี่ย ต้องโง่ด้วย!!"
เสียงของใครบางคนพูดกรอกหู ในขณะที่ล้อรถตู้กำลังหมุนมุ่งสู่ประจวบคีรีขันธ์
.............................
Chapter 1 :-
ล้อรถหยุดหมุนแล้ว...ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างรถคันโตที่นั่งมาหลายชั่วโมง
ภายนอกนั้นมีแต่ความมืด ฉันก้มลงมองที่ข้อมือซ้าย เพื่อดูเวลาว่าตอนนี้เข็มสั้น และเข็มยาวผู้ชี้ชะตาว่าฉันมีเวลาเหลืออีกกี่อึดใจ ที่จะทำใจให้พร้อม (กว่านี้ ) สำหรับการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ (เวอร์ได้อีก-*-)
.....!!!!!!!!!!......
.
.
.
.
..........ฉันไม่สามารถรับรู้เวลาได้!! ทำไมทุกอย่างถึงว่างเปล่า!! นี่สายตาฉันเป็นอะไรไป!! โอวววว ม่ายยยยยยยย
เพี๊ยะ!! ฉันตบหัว (เข่า) ตัวเองเพื่อเรียกสติกลับคืนมาก่อนที่ทุกอย่างจะเวอร์ไปมากกว่านี้ "มึงไม่ได้ใส่นาฬิกามา นังบ้า!!"
Chapter 2 :-
ณ จุดชมวิว
เย่ ๆ อีก 400 เมตรก็จะถึงที่พักแล้วล่ะ
"เก่งว่ะกู" << รำพึงรำพันในใจ เพราะเขินอายเกินกว่าจะบอกใคร ฮิ้ววววว
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ชม. ที่แล้ว (โดยประมาณ)
กิโลเมตรแรกสาหัสน่าดู สำหรับการเดินขึ้นเขาครั้งแรกของฉัน แดดแรง เหนื่อยล้ากับการปีนป่ายหินก้อนโตมือที่เริ่มถลอกเพราะการเกาะเกี่ยวกิ่งไม้น้อยใหญ่ของป่าสีส้ม ไร้ซึ่งความสดชื่นใด ๆ (แฮ่กๆๆ) อืม ไม่สิ ยังมีอย่างนึงที่สดชื่นและชุ่มฉ่ำเสมอ (แฮ่กๆๆ) พอให้ฉันมีแรงฮึดเพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า (แฮ่กๆๆ) นั่นคือ "น้ำใจ" (แฮ่กๆๆ) ของเพื่อนร่วมทริป (แฮ่กๆๆ) ที่หยิบยื่นให้ (แฮ่กๆๆ) พอแค่นี้ก่อนนะ มีอะไรไว้คุยกับทนายแล้วกัน งดให้ปากคำ (แฮ่กๆๆ)
......พ้นจากเขตความแห้งแล้งไปแล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่ป่าดิบ ที่อุดมไปด้วยต้นไม้เขียวขจี เสียงชะนีร้องหาสามีกันยกใหญ่ ร่องรอยการตะกุยตะกายต้นไม้ของหมี แล้วก็เจออึมันด้วย โอววว อึหมีแห้ง ๆ ครั้งแรกของสายตาหญิงชาวกรุงผู้สูงศักดิ์ (หรอ?.......)
......ภาพที่อยู่ตรงหน้า บนหน้าผา ฉันเห็นดาวบนดิน ดาวบนฟ้า แววตามีความสุขของใครหลาย ๆ คน แม้คืนนี้ฟ้าจะไม่เป็นใจให้เห็นพระจันทร์อย่างที่ฉันตั้งใจไว้ ไม่มีใครบางคนมาอยู่ใกล้ ๆ ใจ (อีกแล้ว) ฉันก็ยังพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าฉัน "มีความสุข"
....ตี 2 ครึ่ง แมลงซัมซุงร้องดังขึ้นถึง 5 ครั้ง เป็นคลื่นความงี่เง่าจากใครบางคนที่ส่งถึงดีแทคบนยอดเขา ส่งผลให้ฉันดีแตก-*- ไฟหลายดวงสว่างขึ้นพร้อมกัน นั่นหมายถึงฉันทำให้ทุกคนตื่นมาในช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุด บรรยากาศวังเวงเหว่ว้ามาก...ขอโทษนะคะ
.....พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ตรึงตราตรึงใจ ไม่มีภาพถ่ายไหนสวยงามไปกว่าสายตาที่ได้สัมผัส
"ฉันจะเก็บความทรงจำ ไว้ในลมหายใจที่มีอยู่ จะดูแลให้ดี"
เดินลงเขาด้วยใจชื่นบาน มีบ้างที่ล้มลุกคลุกคลาน เพราะทางที่ลาดชัน แต่รอยยิ้มของทุกคนก็ไม่เคยเลือนหายไปจากหน้าตา ยกเว้นเวลาหยุดหอบ (แฮ่กๆๆ)
"ไปทุกดอยคอยข้างล่าง"......คำพูดของใครอีกคนผุดขึ้นมาในหัว ฉันยอมรับว่า ระหว่างทางมีบ้างเหมือนกันที่คิดแบบนี้
"ฉันมาทำอะไรที่นี่"......คำพูดแทนใจของใครหลาย ๆ คน ฉันยอมรับว่า "ฉันก็แอบคิดอยู่บ่อย ๆ"
"...แล้วจะมาเที่ยวด้วยกันอีกมั้ย?".....คำถามจากคนจัดทริป........
"I'm absolutely sure!"
............................................................................
"มีเงินอย่างเดียวเที่ยวไม่ได้นะเนี่ย ต้องโง่ด้วย!!"
คงจะเป็นความโง่อย่างเดียว ที่ฉันยินดียิ้มรับเสมอ
เสียงของใครบางคนพูดกรอกหู ในขณะที่ล้อรถตู้กำลังหมุนมุ่งสู่ประจวบคีรีขันธ์
.............................
Chapter 1 :-
ล้อรถหยุดหมุนแล้ว...ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างรถคันโตที่นั่งมาหลายชั่วโมง
ภายนอกนั้นมีแต่ความมืด ฉันก้มลงมองที่ข้อมือซ้าย เพื่อดูเวลาว่าตอนนี้เข็มสั้น และเข็มยาวผู้ชี้ชะตาว่าฉันมีเวลาเหลืออีกกี่อึดใจ ที่จะทำใจให้พร้อม (กว่านี้ ) สำหรับการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ (เวอร์ได้อีก-*-)
.....!!!!!!!!!!......
.
.
.
.
..........ฉันไม่สามารถรับรู้เวลาได้!! ทำไมทุกอย่างถึงว่างเปล่า!! นี่สายตาฉันเป็นอะไรไป!! โอวววว ม่ายยยยยยยย
เพี๊ยะ!! ฉันตบหัว (เข่า) ตัวเองเพื่อเรียกสติกลับคืนมาก่อนที่ทุกอย่างจะเวอร์ไปมากกว่านี้ "มึงไม่ได้ใส่นาฬิกามา นังบ้า!!"
Chapter 2 :-
ณ จุดชมวิว
เย่ ๆ อีก 400 เมตรก็จะถึงที่พักแล้วล่ะ
"เก่งว่ะกู" << รำพึงรำพันในใจ เพราะเขินอายเกินกว่าจะบอกใคร ฮิ้ววววว
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ชม. ที่แล้ว (โดยประมาณ)
กิโลเมตรแรกสาหัสน่าดู สำหรับการเดินขึ้นเขาครั้งแรกของฉัน แดดแรง เหนื่อยล้ากับการปีนป่ายหินก้อนโตมือที่เริ่มถลอกเพราะการเกาะเกี่ยวกิ่งไม้น้อยใหญ่ของป่าสีส้ม ไร้ซึ่งความสดชื่นใด ๆ (แฮ่กๆๆ) อืม ไม่สิ ยังมีอย่างนึงที่สดชื่นและชุ่มฉ่ำเสมอ (แฮ่กๆๆ) พอให้ฉันมีแรงฮึดเพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า (แฮ่กๆๆ) นั่นคือ "น้ำใจ" (แฮ่กๆๆ) ของเพื่อนร่วมทริป (แฮ่กๆๆ) ที่หยิบยื่นให้ (แฮ่กๆๆ) พอแค่นี้ก่อนนะ มีอะไรไว้คุยกับทนายแล้วกัน งดให้ปากคำ (แฮ่กๆๆ)
......พ้นจากเขตความแห้งแล้งไปแล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่ป่าดิบ ที่อุดมไปด้วยต้นไม้เขียวขจี เสียงชะนีร้องหาสามีกันยกใหญ่ ร่องรอยการตะกุยตะกายต้นไม้ของหมี แล้วก็เจออึมันด้วย โอววว อึหมีแห้ง ๆ ครั้งแรกของสายตาหญิงชาวกรุงผู้สูงศักดิ์ (หรอ?.......)
......ภาพที่อยู่ตรงหน้า บนหน้าผา ฉันเห็นดาวบนดิน ดาวบนฟ้า แววตามีความสุขของใครหลาย ๆ คน แม้คืนนี้ฟ้าจะไม่เป็นใจให้เห็นพระจันทร์อย่างที่ฉันตั้งใจไว้ ไม่มีใครบางคนมาอยู่ใกล้ ๆ ใจ (อีกแล้ว) ฉันก็ยังพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าฉัน "มีความสุข"
....ตี 2 ครึ่ง แมลงซัมซุงร้องดังขึ้นถึง 5 ครั้ง เป็นคลื่นความงี่เง่าจากใครบางคนที่ส่งถึงดีแทคบนยอดเขา ส่งผลให้ฉันดีแตก-*- ไฟหลายดวงสว่างขึ้นพร้อมกัน นั่นหมายถึงฉันทำให้ทุกคนตื่นมาในช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุด บรรยากาศวังเวงเหว่ว้ามาก...ขอโทษนะคะ
.....พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ตรึงตราตรึงใจ ไม่มีภาพถ่ายไหนสวยงามไปกว่าสายตาที่ได้สัมผัส
"ฉันจะเก็บความทรงจำ ไว้ในลมหายใจที่มีอยู่ จะดูแลให้ดี"
เดินลงเขาด้วยใจชื่นบาน มีบ้างที่ล้มลุกคลุกคลาน เพราะทางที่ลาดชัน แต่รอยยิ้มของทุกคนก็ไม่เคยเลือนหายไปจากหน้าตา ยกเว้นเวลาหยุดหอบ (แฮ่กๆๆ)
"ไปทุกดอยคอยข้างล่าง"......คำพูดของใครอีกคนผุดขึ้นมาในหัว ฉันยอมรับว่า ระหว่างทางมีบ้างเหมือนกันที่คิดแบบนี้
"ฉันมาทำอะไรที่นี่"......คำพูดแทนใจของใครหลาย ๆ คน ฉันยอมรับว่า "ฉันก็แอบคิดอยู่บ่อย ๆ"
"...แล้วจะมาเที่ยวด้วยกันอีกมั้ย?".....คำถามจากคนจัดทริป........
"I'm absolutely sure!"
............................................................................
"มีเงินอย่างเดียวเที่ยวไม่ได้นะเนี่ย ต้องโง่ด้วย!!"
คงจะเป็นความโง่อย่างเดียว ที่ฉันยินดียิ้มรับเสมอ
วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552
เมื่อณิชาจะขึ้นเขา..
"ไปเขาหลวงกันนะพี่อ้อน โก้จะดูแลพี่เอง"
"พี่กลัวทากว่ะโก้..กลัวสัตว์ที่มันหยึย ๆ อ่ะ"
"ไม่ต้องกลัวหรอกพี่อ้อน ถ้ามันกัดพี่ โก้จะแกะออกให้เอง"
"นั่นมันไม่ใช่ประเด็นนะโก้ อย่าว่าแต่กัดเลย แค่เห็นยังไม่อยาก T_____T"
.................................................................
ฉันปฏิเสธทริปนี้ไปเมื่อเดือนที่แล้ว....
แต่วันนี้ 19 มีนา "เออ ไปก็ไปวะ" นั่นคือคำตอบ
ใช้การตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีก่อนออกเดินทางเลยก็ว่าได้
พรุ่งนี้แล้วสินะ ที่ต้องออกเดินทาง แต่ใจฉันนี่สิมันลอยไปอยู่บนยอดเขาเรียบร้อยแล้วล่ะ ^^
ตี 2.49 ฉันยังข่มตาไม่หลับ ใจมันกระสับกระส่าย ตื่นเต้นกับการปีนป่าย
กับการเดินทางไกล ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ เพื่อไปพิชิตยอดเขาหลวง
งั้น..สวดมนต์ให้ใจสงบ พร้อมเอาฤกษ์เอาชัยเลยแล้วกัน เผื่อจะหลับตาลงได้บ้าง
นะโมตัสสะ 1
นะโมตัสสะ 2
นะโมตัสสะ 3
นะโมตัสสะ 4
เฮ้ยยย เกิน!! เออเอาเข้าไปชีวิตตู -*-
และฉันก็สวดมันทุกบท สวดผิด ๆ ถูก ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ
ไปจนจบหมดเล่มหนังสือสวดมนต์ -___-"
Q: คลายความตื่นเต้นลงบ้างมั้ย?
A: เปล่าเลย!!
เช้าแล้ว........ยังไม่ได้นอน........ไม่เป็นไร......สู้โว้ยยยย
(เสียงดังกว่า"น้องอรสู้โว้ย"อีกนะจะบอกให้)
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เช้าวันที่ 20 มีนา อู้งานมันเลยแล้วกัน
มาเช็คสภาพดินฟ้าอากาศบนเขากันดีกว่านะคะพี่น้องงงงง
รายงานสภาพอากาศ
ณ เวลา 7.00
ความกดอากาศรายชม.
พระอาทิตย์ขึ้นเช้าพรุ่งนี้ 06:25 น.
พระอาทิตย์ตกเย็นวันนี้ 18:32 น.
อุณหภูมิสูงสุดวานนี้ 33.8 องศาฯ
อุณหภูมิต่ำสุดเช้าวันนี้ 24.2 องศาฯ
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย -.......
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย -..........
ฝนสะสมวันนี้ 0.0 มม.
จุดน้ำค้าง 22.3 องศาฯ
ความชื้นสัมพัทธ์ 85 %
ลม - ลมสงบ
เมฆ - มีเมฆบางส่วน
ทัศนวิสัย 3 กม.
ความกดอากาศ 1009.9 hPa
ฝน 3 ชม. 0.0 มม.
พอแค่นี้ก่อนดีกว่า..........แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง
"ว่าพระจันทร์บนยอดเขามันสวยขนาดไหน" ^^
"พี่กลัวทากว่ะโก้..กลัวสัตว์ที่มันหยึย ๆ อ่ะ"
"ไม่ต้องกลัวหรอกพี่อ้อน ถ้ามันกัดพี่ โก้จะแกะออกให้เอง"
"นั่นมันไม่ใช่ประเด็นนะโก้ อย่าว่าแต่กัดเลย แค่เห็นยังไม่อยาก T_____T"
.................................................................
ฉันปฏิเสธทริปนี้ไปเมื่อเดือนที่แล้ว....
แต่วันนี้ 19 มีนา "เออ ไปก็ไปวะ" นั่นคือคำตอบ
ใช้การตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีก่อนออกเดินทางเลยก็ว่าได้
พรุ่งนี้แล้วสินะ ที่ต้องออกเดินทาง แต่ใจฉันนี่สิมันลอยไปอยู่บนยอดเขาเรียบร้อยแล้วล่ะ ^^
ตี 2.49 ฉันยังข่มตาไม่หลับ ใจมันกระสับกระส่าย ตื่นเต้นกับการปีนป่าย
กับการเดินทางไกล ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ เพื่อไปพิชิตยอดเขาหลวง
งั้น..สวดมนต์ให้ใจสงบ พร้อมเอาฤกษ์เอาชัยเลยแล้วกัน เผื่อจะหลับตาลงได้บ้าง
นะโมตัสสะ 1
นะโมตัสสะ 2
นะโมตัสสะ 3
นะโมตัสสะ 4
เฮ้ยยย เกิน!! เออเอาเข้าไปชีวิตตู -*-
และฉันก็สวดมันทุกบท สวดผิด ๆ ถูก ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ
ไปจนจบหมดเล่มหนังสือสวดมนต์ -___-"
Q: คลายความตื่นเต้นลงบ้างมั้ย?
A: เปล่าเลย!!
เช้าแล้ว........ยังไม่ได้นอน........ไม่เป็นไร......สู้โว้ยยยย
(เสียงดังกว่า"น้องอรสู้โว้ย"อีกนะจะบอกให้)
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เช้าวันที่ 20 มีนา อู้งานมันเลยแล้วกัน
มาเช็คสภาพดินฟ้าอากาศบนเขากันดีกว่านะคะพี่น้องงงงง
รายงานสภาพอากาศ
ณ เวลา 7.00
ความกดอากาศรายชม.
พระอาทิตย์ขึ้นเช้าพรุ่งนี้ 06:25 น.
พระอาทิตย์ตกเย็นวันนี้ 18:32 น.
อุณหภูมิสูงสุดวานนี้ 33.8 องศาฯ
อุณหภูมิต่ำสุดเช้าวันนี้ 24.2 องศาฯ
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย -.......
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย -..........
ฝนสะสมวันนี้ 0.0 มม.
จุดน้ำค้าง 22.3 องศาฯ
ความชื้นสัมพัทธ์ 85 %
ลม - ลมสงบ
เมฆ - มีเมฆบางส่วน
ทัศนวิสัย 3 กม.
ความกดอากาศ 1009.9 hPa
ฝน 3 ชม. 0.0 มม.
พอแค่นี้ก่อนดีกว่า..........แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง
"ว่าพระจันทร์บนยอดเขามันสวยขนาดไหน" ^^
วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552
ไม่รู้สิ..แต่เบื่อ
"ขอโทษกัน..มันยากมากรึท่าน ฤาท่านกลัวกลีบพิกุลจะร่วงออกจากปาก ถ้ากระนั้นแล้วเพลาท่านเอ่ยวาจาพล่อย ๆ ใยมิกลัวเล่า?"
ทำผิด ใยมิยอมน้อมรับความผิดนั้น
จะมาทำเฉไฉแชเชือนเอื้อนเอ่ยวาจาให้พาขำอยู่ร่ำไปเพื่อเหตุใด
เหมือนที่ใคร ๆ สมัยนี้เรียกขานท่าทีเหล่านั้นว่า "ทำเนียน"
ฤา ท่านจะมิรู้ว่าจะยิ่งทำให้ใครเขาโกรธเคือง ขุ่นหมอง ข้องใจ
หากแต่เพียงกล่าวขอโทษ ก็พร้อมที่จะหยิบยื่นน้ำใจแต่เก่าก่อนพอจะให้อภัยได้
แต่นี่ท่านกลับนิ่งเฉย เหมือนมันมิเคยเกิดขึ้น..เราเองก็มิรู้จะให้อภัยท่านได้เยี่ยงใด
ลาก่อน....หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ท่านจงเกิดมาเป็นมนุษย์ผู้มีจิตรู้สำนึก..
..........................................................................................
หนังสือที่อ่านแล้วไม่สนุก
จะเปิดอ่านสักกี่รอบ......มันก็ไม่สนุก
คำว่า "ให้โอกาส (อีกสัก 2 รอบ)".......มันไม่ได้ช่วยทำให้หนังสือเล่มนั้นสนุกมากขึ้นสักนิด
..........................................................................................
ขอโทษนะ ถึงกูจะไม่ใช่ดาวมหาลัย แต่กู Sensitive เรื่องความรู้สึก (โว้ยยยยยยยยย)
ทำผิด ใยมิยอมน้อมรับความผิดนั้น
จะมาทำเฉไฉแชเชือนเอื้อนเอ่ยวาจาให้พาขำอยู่ร่ำไปเพื่อเหตุใด
เหมือนที่ใคร ๆ สมัยนี้เรียกขานท่าทีเหล่านั้นว่า "ทำเนียน"
ฤา ท่านจะมิรู้ว่าจะยิ่งทำให้ใครเขาโกรธเคือง ขุ่นหมอง ข้องใจ
หากแต่เพียงกล่าวขอโทษ ก็พร้อมที่จะหยิบยื่นน้ำใจแต่เก่าก่อนพอจะให้อภัยได้
แต่นี่ท่านกลับนิ่งเฉย เหมือนมันมิเคยเกิดขึ้น..เราเองก็มิรู้จะให้อภัยท่านได้เยี่ยงใด
ลาก่อน....หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ท่านจงเกิดมาเป็นมนุษย์ผู้มีจิตรู้สำนึก..
..........................................................................................
หนังสือที่อ่านแล้วไม่สนุก
จะเปิดอ่านสักกี่รอบ......มันก็ไม่สนุก
คำว่า "ให้โอกาส (อีกสัก 2 รอบ)".......มันไม่ได้ช่วยทำให้หนังสือเล่มนั้นสนุกมากขึ้นสักนิด
..........................................................................................
ขอโทษนะ ถึงกูจะไม่ใช่ดาวมหาลัย แต่กู Sensitive เรื่องความรู้สึก (โว้ยยยยยยยยย)
วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันแห่งความรัก....ยาวววว
ค่ำคืนวันศุกร์ที่ 13 วันแห่งความสยองขวัญของฝรั่งมังค่าทั้งหลาย
แต่สำหรับลูกครึ่งร้อยเอ็ด+นครนายก อย่างฉัน มันกลับเป็นวันธรรมดาวันนึง
ที่พร้อมจะออกไปโป๊งชึ่งกับบรรดามิตรรักในสภาคนโสด ในโหมดหลอน ๆ
กันแถวรัชโยธินโน่นนนนนน ยิงยาว นั่งเม้าท์เคล้าดนตรี พร้อมกับกลั้วคอด้วยแอลกอฮอล์ หลากหลายยี่ห้อรวมกันใน 1 แก้ว!!
ด้วยความไม่สัดทัด ข้าพเจ้าจึงเมาแอ๋ภายในหนึ่งกระบวนแก้วถ้วน -*-
เป๊งๆๆๆ ขณะนี้เป็นเวลา 4.00 น. กูจะปิดร้านแล้ว..คุณเจ้าของร้านเคาะหม้อพร้อมเสียงสวดไล่ เรียกสติขี้เมาทั้งหลายคืนมาได้ชะงักนัก ยกเว้นคนบางคน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าครายยยย เอิ๊กส์
เฮ้อ นี่หรือเช้า(มืด)ของวันแห่งความรัก ไม่เห็นจะมีอะไรน่าอภิรมย์สักนิด
ความ ART เข้าครอบงำในใจอีกครั้ง.... นี่ฉันอยากจะไปไหน?
ใครคนนึงพูดขึ้นมาว่าไป "พัทยา"...อืม ได้เลย ไปกันเลย ตอนนี้เลย!!
6 โมงเช้า วันแห่งความรัก : ณ พัทยาใต้
ภาพแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาดูคือ.........ตูด!!
เชี่ย!! ฉันสบถออกมาอย่างลืมตัว แต่ภาพที่กระแทกเข้าเบ้าตาในเช้าวันนั้น
มันทำให้ฉันเห็นอะไรบางอย่างที่ใคร ๆ เรียกว่า "เสื่อม"
.....ฉันเห็น มุมมืด/ด้านมืด ของพัทยาในวันแห่งความรัก เข้าเต็มตา - -"
11 โมงเกือบเที่ยง วันแห่งความรัก : ณ บ้านเด็กอ่อน
เด็กที่นี่อยู่ดี กินดี ผิวพรรณดี น่ารัก และเป็นลูกครึ่งซะส่วนใหญ่
.......สิ่งที่เรียกว่า "กอด" ไม่ว่าจะวัยไหนมันก็เป็นสิ่งสำคัญทั้งนั้น
เมื่อมีเด็กคนนึงถูกอุ้ม หรือถูกกอด จะมีเด็กอีกกลุ่มนึงเดินตาม
หรือมาวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ บ้างเข้ามากอดเอง บ้างร้องไห้งอแง
เพราะอยากสัมผัสความอบอุ่นจากกอดนั้นบ้าง......
ผู้ที่ให้กำเนิดพวกเขา..จะคิดถึงเรื่องสำคัญแบบนี้กันได้(บ้าง)รึเปล่านะ?
บ่าย 2 โมง วันแห่งความรัก : วนเวียน
หลงทาง........กลับที่พักไม่ถูก.....1.30 ชม. ผ่านไป
จากพัทยากลางยังกลับไม่ถึงพัทยาใต้ -*-
คนในรถเริ่มหัวเสียกันบ้างแล้ว
แต่.."ความเครียดยังไม่ทันหายความฮาก็เข้ามาแทรก" ทันที
"ยายคะ หนูจะไปโรงแรม.........ค่ะ ต้องไปทางไหนคะ?"
"ตรงไปเลยหนู ตรงไปเลย"
"ตรงไปแล้ว ทางแยกข้างหน้าพวกหนูต้องเลี้ยวซ้าย หรือขวาคะ"
"ตรงไปเลย ๆ แล้วไปถามคนข้างหน้า"..... - -"
"..............................................................."
ขอบคุณค่ะคุณยาย ที่ทำให้พวกหนูฮากันลั่นรถ ^^
เมื่อไปถึงทางแยก ทุกคนลงมติให้เลี้ยวซ้าย แต่เนื่องจากเราหลงกันจนมึนไปหมด จึงไม่มีใครมั่นใจสักคน และแล้วสวรรค์ก็ส่งคำตอบมาให้
ข้างหน้ารถเราเป็นรถตู้ และติดป้ายสติ๊กเกอร์ท้ายรถว่า "นี่แหละ"
พวกเราได้ ฮากันอีกครั้ง ก่อนจะพร้อมใจกันว่าเลี้ยวซ้ายนี่แหละ
.....พวกเรามาถึงที่พัก โดยสวัสดิภาพ...
"บางทีคำตอบอาจอยู่ใกล้ตัว กับบางเรื่องเราอาจจะเคยมองข้ามมันไปก็ได้"
.
.
.
.
.
.
v
วันที่ 24 ใกล้สิ้นเดือนแห่งความรัก 18.58 น. เวลาตามนาฬิกาฝาผนังออฟฟิศ
ฉันกำลังถูกล้างสมองด้วยเพลงของ น้องแบน เดอะสตอ
"พี่ เลี่ยน เพลง หนู ม๊ากมาย เลี่ยน เพลง ม๊ากมาย ไม่มีหน่วยวัดได้หรอกความเลี่ยนนี้ ติเอ๊โหม่ เตอเควี๊ยโร่ว ซารางเฮ่โย่ววว".....อ๊อกกกกก
แต่สำหรับลูกครึ่งร้อยเอ็ด+นครนายก อย่างฉัน มันกลับเป็นวันธรรมดาวันนึง
ที่พร้อมจะออกไปโป๊งชึ่งกับบรรดามิตรรักในสภาคนโสด ในโหมดหลอน ๆ
กันแถวรัชโยธินโน่นนนนนน ยิงยาว นั่งเม้าท์เคล้าดนตรี พร้อมกับกลั้วคอด้วยแอลกอฮอล์ หลากหลายยี่ห้อรวมกันใน 1 แก้ว!!
ด้วยความไม่สัดทัด ข้าพเจ้าจึงเมาแอ๋ภายในหนึ่งกระบวนแก้วถ้วน -*-
เป๊งๆๆๆ ขณะนี้เป็นเวลา 4.00 น. กูจะปิดร้านแล้ว..คุณเจ้าของร้านเคาะหม้อพร้อมเสียงสวดไล่ เรียกสติขี้เมาทั้งหลายคืนมาได้ชะงักนัก ยกเว้นคนบางคน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าครายยยย เอิ๊กส์
เฮ้อ นี่หรือเช้า(มืด)ของวันแห่งความรัก ไม่เห็นจะมีอะไรน่าอภิรมย์สักนิด
ความ ART เข้าครอบงำในใจอีกครั้ง.... นี่ฉันอยากจะไปไหน?
ใครคนนึงพูดขึ้นมาว่าไป "พัทยา"...อืม ได้เลย ไปกันเลย ตอนนี้เลย!!
6 โมงเช้า วันแห่งความรัก : ณ พัทยาใต้
ภาพแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาดูคือ.........ตูด!!
เชี่ย!! ฉันสบถออกมาอย่างลืมตัว แต่ภาพที่กระแทกเข้าเบ้าตาในเช้าวันนั้น
มันทำให้ฉันเห็นอะไรบางอย่างที่ใคร ๆ เรียกว่า "เสื่อม"
.....ฉันเห็น มุมมืด/ด้านมืด ของพัทยาในวันแห่งความรัก เข้าเต็มตา - -"
11 โมงเกือบเที่ยง วันแห่งความรัก : ณ บ้านเด็กอ่อน
เด็กที่นี่อยู่ดี กินดี ผิวพรรณดี น่ารัก และเป็นลูกครึ่งซะส่วนใหญ่
.......สิ่งที่เรียกว่า "กอด" ไม่ว่าจะวัยไหนมันก็เป็นสิ่งสำคัญทั้งนั้น
เมื่อมีเด็กคนนึงถูกอุ้ม หรือถูกกอด จะมีเด็กอีกกลุ่มนึงเดินตาม
หรือมาวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ บ้างเข้ามากอดเอง บ้างร้องไห้งอแง
เพราะอยากสัมผัสความอบอุ่นจากกอดนั้นบ้าง......
ผู้ที่ให้กำเนิดพวกเขา..จะคิดถึงเรื่องสำคัญแบบนี้กันได้(บ้าง)รึเปล่านะ?
บ่าย 2 โมง วันแห่งความรัก : วนเวียน
หลงทาง........กลับที่พักไม่ถูก.....1.30 ชม. ผ่านไป
จากพัทยากลางยังกลับไม่ถึงพัทยาใต้ -*-
คนในรถเริ่มหัวเสียกันบ้างแล้ว
แต่.."ความเครียดยังไม่ทันหายความฮาก็เข้ามาแทรก" ทันที
"ยายคะ หนูจะไปโรงแรม.........ค่ะ ต้องไปทางไหนคะ?"
"ตรงไปเลยหนู ตรงไปเลย"
"ตรงไปแล้ว ทางแยกข้างหน้าพวกหนูต้องเลี้ยวซ้าย หรือขวาคะ"
"ตรงไปเลย ๆ แล้วไปถามคนข้างหน้า"..... - -"
"..............................................................."
ขอบคุณค่ะคุณยาย ที่ทำให้พวกหนูฮากันลั่นรถ ^^
เมื่อไปถึงทางแยก ทุกคนลงมติให้เลี้ยวซ้าย แต่เนื่องจากเราหลงกันจนมึนไปหมด จึงไม่มีใครมั่นใจสักคน และแล้วสวรรค์ก็ส่งคำตอบมาให้
ข้างหน้ารถเราเป็นรถตู้ และติดป้ายสติ๊กเกอร์ท้ายรถว่า "นี่แหละ"
พวกเราได้ ฮากันอีกครั้ง ก่อนจะพร้อมใจกันว่าเลี้ยวซ้ายนี่แหละ
.....พวกเรามาถึงที่พัก โดยสวัสดิภาพ...
"บางทีคำตอบอาจอยู่ใกล้ตัว กับบางเรื่องเราอาจจะเคยมองข้ามมันไปก็ได้"
.
.
.
.
.
.
v
วันที่ 24 ใกล้สิ้นเดือนแห่งความรัก 18.58 น. เวลาตามนาฬิกาฝาผนังออฟฟิศ
ฉันกำลังถูกล้างสมองด้วยเพลงของ น้องแบน เดอะสตอ
"พี่ เลี่ยน เพลง หนู ม๊ากมาย เลี่ยน เพลง ม๊ากมาย ไม่มีหน่วยวัดได้หรอกความเลี่ยนนี้ ติเอ๊โหม่ เตอเควี๊ยโร่ว ซารางเฮ่โย่ววว".....อ๊อกกกกก
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ด้วยความคิดถึง...

อ้างจากความเดิมตอนที่แล้ว http://nininicha.blogspot.com/2009/02/blog-post.html
และ http://nininicha.blogspot.com/2009/02/blog-post_10.html
เหตุผลก็เพราะ......ที่นั่น คือ เชียงคาน.........
....................................................................................
เอาล่ะ ได้เลิกงาน เอ้ย! เลิกงามยามปลอดนาย มาอัพบล๊อคกันต่อ จริง ๆ แล้ว ฉันเขียนอะไรไว้มากมายในไดอะรี่สีแสบที่พกติดตัวเวลาออกร่อน ตามที่ต่าง ๆ และที่เชียงคานก็เช่นกัน ฉันไม่พลาดที่จะหยิบมันติดเป้ไปด้วย แม้จะเตรียมตัวแบบฉุกละหุกแค่ไหนก็ตาม
มีคำพูด มีเหตุการณ์ ที่สวยงามมากมายที่ฉันบันทึกลงในนั้น แต่..................ฉันไม่สามารถเรียบเรียง หรืออธิบายในสิ่งที่ฉันได้พบเจอ ในสิ่งที่ฉันได้สัมผัสไม่ว่าจะมองเห็นด้วยตา หรือสัมผัสด้วยใจ ให้ออกมาให้สละสลวยอย่างที่ใจฉันบอกได้อย่างไรพยายามเท่าไหร่ ก็ทำได้เพียงคิดถึง.......
.........คิดถึงรอยยิ้มและน้ำใจจากคนมากหน้าหลายตา
คิดถึงความสงบเงียบ
คิดถึงเพลงเพราะ ๆ
คิดถึงลมเย็น ๆ
คิดถึงมิตรภาพ
คิดถึงจักรยานสีชมพู ที่ตระกร้าหน้ามีกังหันลม
คิดถึงคนแปลกหน้าบนรถทัวร์ ที่กลายมาเป็นคนข้างห้อง ทั้งห้องซ้าย ห้องขวา และห้องตรงข้าม
คิดถึงไอติมกะทิ ของลุงเติบ
คิดถึงกระติ๊บข้าวเหนียวของป้าศรีพรรณ
คิดถึงมุ้งลายแบบวินเทจ ที่เต็มไปด้วยการปะชุนของสก๊อตเทป
คิดถึงร้านโปสการ์ด...ที่ยอมให้นั่งชิวมีเวลาคิดถึงใครต่อใครอีกมากมาย
คิดถึงเจ้าทองดำ หมาดำ ตัวใหญ่ ใจดี มิตรภาพเลิศ และ Alert ตลอดเวลา
คิดถึงสภากาแฟในตลาดสด
คิดถึงร้านน้ำแข็งใส ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้รู้จักกับคำว่า "ชมลม ชมไทย"
(ฉันไม่ได้เขียนผิดหรอก เขาใช้คำนี้กันจริง ๆ )
ฯลฯ
.........ในวันที่ไม่รู้จะไปไหน ฉันจะมาที่นี่...."เชียงคาน".......
ฉันบอกตัวเองอย่างนั้น ก่อนก้าวขึ้นรถกลับคืนสู่ดินแดนที่ต้องดิ้นรน ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบจนเหนื่อยล้า และกลับมาพักผ่อนในมุมที่อบอุ่นที่สุดในดินแดนแห่งนี้ ที่เรียกกันว่า "บ้าน"
คิดถึง....................................แปลกดีที่ความคิดถึง มันทำให้ใจอิ่มและน้ำตาเอ่อ บางที..อาจจะเป็นเพราะฉันอ่อนไหวจนเกินไปก็ได้
วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
........แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง
"ฉันจะบอกความลับของรถไฟให้ฟังเอามั้ย?
มันไม่สำคัญหรอกนะว่ารถไฟจะพาเธอไปที่ไหน
สิ่งสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจของเธอต่างหากล่ะ
ว่าจะกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนั้นหรือเปล่า"
......................................
หลายครั้งที่พวกเราชอบพูดกันว่า "อยาก" ทำโน่น "อยาก" ทำนี่
..........หลายคนที่ "อยาก" กลับไม่เคยได้ทำเสียที...
บทความบางตอนจากหนังสือ "โตเกียวไม่มีขา" ของนิ้วกลม
.....................................
นี่คือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจการเดินทางครั้งใหม่ของฉัน
ไปในที่ ที่ใคร ๆ ก็บอกว่าเวลาที่นั่นเดินช้า
ไปคนเดียว ลุยเดี่ยว มีแค่เป้ 1 ใบ ใจ 1 ดวง และตัว อีก 1 ตัวใหญ่
หลายคนถาม ว่าจะไปทำไมคนเดียว เดี๋ยวก็เหงาตายหรอก
"เหงา มันไม่เคยทำให้ใครตายนะ" ฉันตอบออกไปอย่างเสียไม่ได้ เพื่อเป็นการประโลมใจตัวเองไปพร้อม ๆ กัน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เรื่องแบบนี้ ฉันคงจะทำได้แค่ "อยาก"
แต่วันนี้ถ้าใครถาม ฉันจะ"ยืดอก พก ลอริเอะ" (เพราะเขาว่าพกไว้จะมั่นใจเต็ม 100) แล้วบอกอย่างมั่นใจว่า "ฉันจะไป"
เหตุผลนะเหรอ..ก็เพราะ..................................................(แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง ^^)
วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552
'เฟื่อนของฉัน'
ถึง คุณครูประจำชั้น ป.4/2
เรียนคุณครูที่เคารพ การบ้านเรียงความเรื่อง 'เพื่อนของฉัน' ที่คุณครูให้เขียนเมื่อวานนี้ คุณครูบอกว่าเรียงความของหนูอาจจะได้คะแนนเต็ม ถ้าหนูไม่เขียนคำว่า 'เพื่อน' ผิด แต่หนูอยากจะบอกคุณครูค่ะว่า หนูตั้งใจเขียนแบบนั้น เพื่อนคนที่หนูเขียนถึงเขามีอะไร ๆ ที่ หนูรู้สึกไม่เหมือนคนอื่น หนูไม่รู้ว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่เขาใช้คำว่าอะไรแทนคำว่าเพื่อน แล้วถ้าหนูใช้คำอื่นเขียนลงในเรียงความ แล้วคุณครูเห็นว่าไม่เหมาะสมให้หนูลบคำ ๆ นั้นออกไปและให้หนูเขียนคำว่า 'เพื่อน' ที่ถูกต้องลงไปใหม่ กระดาษของหนูคงจะเป็นรอยดินสอที่เขียนลงไปด้วยแรงกดหลงเหลืออยู่ และหนูก็ไม่มั่นใจว่า คำที่ว่าเพื่อนที่เขียนลงไปใหม่ลายมือจะสวยเหมือนเดิมหรือเปล่า หนูเลยเลือกที่จะเติมหางตรงตัว พ. ให้ยาวขึ้น เพราะมันเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าเขาพิเศษกว่าคนอื่น หากคุณครูเห็นว่ามันผิด ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องเขียนให้ถูกต้องหนูก็ยินดีจะลบหางมันออก แม้มันจะเหลือร่องรอยจาง ๆ ของหางนั้นอยู่บ้าง หนูก็ยินดีค่ะ
แต่ไม่ว่าจะยังไง หนูขอยืนยันว่าเรียงความเรื่อง 'เฟื่อนของฉัน' ที่หนูส่งไปหนูเขียนถูกต้องแล้ว
ปล. หนูไม่กล้าบอกคุณครูตรง ๆ หนูเลยเขียนจดหมายมาใส่ใต้โต๊ะคุณครูแบบนี้ เพราะหนูคิดว่าบางเรื่อง เขียนง่ายกว่าพูดมากมาย หวังว่าคุณครูจะไม่โกรธหนูนะคะ
ด้วยความเคารพ
ด.ญ. นิ
......................................................
2 วันต่อมา......
ถึง ด.ญ. นิ
ครูรับทราบถึงความตั้งใจของหนู แต่ครูคงแก้ไขคะแนนให้ไม่ได้ เพราะครูต้อง
ยึดหลักความถูกต้องแบบที่ผู้ใหญ่พึงจะมี
"และสำหรับคำว่า 'เฟื่อน' ที่หนูใช้เขียนครูว่ามันก็เข้าท่าดี"
รักนักเรียนเท่าฟ้า
คุณครูประจำชั้น ป.4/2
เรียนคุณครูที่เคารพ การบ้านเรียงความเรื่อง 'เพื่อนของฉัน' ที่คุณครูให้เขียนเมื่อวานนี้ คุณครูบอกว่าเรียงความของหนูอาจจะได้คะแนนเต็ม ถ้าหนูไม่เขียนคำว่า 'เพื่อน' ผิด แต่หนูอยากจะบอกคุณครูค่ะว่า หนูตั้งใจเขียนแบบนั้น เพื่อนคนที่หนูเขียนถึงเขามีอะไร ๆ ที่ หนูรู้สึกไม่เหมือนคนอื่น หนูไม่รู้ว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่เขาใช้คำว่าอะไรแทนคำว่าเพื่อน แล้วถ้าหนูใช้คำอื่นเขียนลงในเรียงความ แล้วคุณครูเห็นว่าไม่เหมาะสมให้หนูลบคำ ๆ นั้นออกไปและให้หนูเขียนคำว่า 'เพื่อน' ที่ถูกต้องลงไปใหม่ กระดาษของหนูคงจะเป็นรอยดินสอที่เขียนลงไปด้วยแรงกดหลงเหลืออยู่ และหนูก็ไม่มั่นใจว่า คำที่ว่าเพื่อนที่เขียนลงไปใหม่ลายมือจะสวยเหมือนเดิมหรือเปล่า หนูเลยเลือกที่จะเติมหางตรงตัว พ. ให้ยาวขึ้น เพราะมันเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าเขาพิเศษกว่าคนอื่น หากคุณครูเห็นว่ามันผิด ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องเขียนให้ถูกต้องหนูก็ยินดีจะลบหางมันออก แม้มันจะเหลือร่องรอยจาง ๆ ของหางนั้นอยู่บ้าง หนูก็ยินดีค่ะ
แต่ไม่ว่าจะยังไง หนูขอยืนยันว่าเรียงความเรื่อง 'เฟื่อนของฉัน' ที่หนูส่งไปหนูเขียนถูกต้องแล้ว
ปล. หนูไม่กล้าบอกคุณครูตรง ๆ หนูเลยเขียนจดหมายมาใส่ใต้โต๊ะคุณครูแบบนี้ เพราะหนูคิดว่าบางเรื่อง เขียนง่ายกว่าพูดมากมาย หวังว่าคุณครูจะไม่โกรธหนูนะคะ
ด้วยความเคารพ
ด.ญ. นิ
......................................................
2 วันต่อมา......
ถึง ด.ญ. นิ
ครูรับทราบถึงความตั้งใจของหนู แต่ครูคงแก้ไขคะแนนให้ไม่ได้ เพราะครูต้อง
ยึดหลักความถูกต้องแบบที่ผู้ใหญ่พึงจะมี
"และสำหรับคำว่า 'เฟื่อน' ที่หนูใช้เขียนครูว่ามันก็เข้าท่าดี"
รักนักเรียนเท่าฟ้า
คุณครูประจำชั้น ป.4/2
วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552
ทำไม..ไม่มี?
หลังจากใช้ความสามารถกระชากตัวเพื่อนสาวมาจากแฟนหนุ่มของเธอได้สำเร็จ
เราเลยได้มีโอกาสพบปะเจอะเจอกัน ณ สวนลุมพินี เพื่อมาฟังดนตรีในสวน
เผื่อเสียงเพลงจะช่วยบำบัดความเหงาให้เลือนหายไปจากแววตาของฉันได้บ้าง
เราเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงเพลงนานเท่าไหร่ไม่รู้ได้
เพื่อนสาวเรียกสติฉันคืนมา โดยเริ่มบทสนนาขึ้นมาท่ามกลางเสียงเพลงอันไพเราะเสนาะหูนั้น
เธอ : ทำไมมึงไม่มีแฟน
ฉัน : มึงคิดว่ากูอยากโสด ให้ใจเหี่ยวเล่นรึไง
เธอ : แล้วทำไมไม่มี กูเห็นพามาเจอพวกกูทีไม่มีซ้ำหน้า
ฉัน : มึงรู้ป่ะ คนที่กูพาไปเจอพวกมึงอ่ะ คือกูเลือกแล้วว่าคนนี้แหละวะ ..
ที่จะแนะนำให้รู้จักในฐานะแฟน แต่พอเวลาผ่านไปซักพัก กูก็รู้ตัวว่ากูเลือกผิด
เธอ : ทำไมไม่เลือกคนที่เขารักเราล่ะ ดีจะตาย
ฉัน : ก็พวกนั้นไงที่รักกู แต่มันไม่แนวว่ะ
เธอ : แนวเชี่ยไรของมึง จะขึ้นคานอยู่แล้วยังจะเจียดเวลาที่เหลือน้อยมาเล่นตัวอีก -*-
ฉัน : ก็คนที่ชอบ คนที่รัก มันไม่ใช่พวกนั้นนี่หว่า คิดแล้วเศร้า
เธอ : งั้นก็ แสดงว่ามึงมีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้วสิ ทำไมไม่ลุยล่ะ
ฉัน : ลุยแล้ว สะดุดแล้ว ล้มแล้ว พังแล้ว เหลือแต่ซากอยู่ในใจกูเนี่ย -___-"
เธอ : แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ ไม่มีแล้วรึไง
ฉัน : มี แต่เขาอยู่ไกล กูชอบเขามาก แบบว่าใช่เลย
เธอ : ยังไง?
ฉัน : เขาตาโต เขาตัวสูงใหญ่ เขาเก่ง เขาเป็นฮีโร่...แต่น่าเสียดาย...
เขามีเวลาอยู่บนโลกได้แค่ 3 นาทีเองว่ะ
เธอ : เชี่ยไรของไรมึง -*-
ฉัน : อุลตร้าแมน........ .....(พร้อมทำท่าปล่อยแสง)
เธอ :................................................................สาดดดดดด...นี่มึงกวน Teen กูหรอ
ฉัน : ดูออกขนาดนั้นเลยหรอ ^O^
.................................................................................................................
การแสดงจบแล้ว
เพลงจบแล้ว
เธอ..กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของชายในฝันที่เธอจากมา
ฉัน..ยังคงเฝ้าแหงนหน้ามองท้องฟ้า รอเวลาที่ฮีโร่ของฉันจะผ่านมา และเห็นว่ามีใครบางคนรอเขาอยู่ตรงนี้
..คืนนี้ลมแรงมาก......หนาวจัง.....สั่นไปทั้งใจ..
เราเลยได้มีโอกาสพบปะเจอะเจอกัน ณ สวนลุมพินี เพื่อมาฟังดนตรีในสวน
เผื่อเสียงเพลงจะช่วยบำบัดความเหงาให้เลือนหายไปจากแววตาของฉันได้บ้าง
เราเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงเพลงนานเท่าไหร่ไม่รู้ได้
เพื่อนสาวเรียกสติฉันคืนมา โดยเริ่มบทสนนาขึ้นมาท่ามกลางเสียงเพลงอันไพเราะเสนาะหูนั้น
เธอ : ทำไมมึงไม่มีแฟน
ฉัน : มึงคิดว่ากูอยากโสด ให้ใจเหี่ยวเล่นรึไง
เธอ : แล้วทำไมไม่มี กูเห็นพามาเจอพวกกูทีไม่มีซ้ำหน้า
ฉัน : มึงรู้ป่ะ คนที่กูพาไปเจอพวกมึงอ่ะ คือกูเลือกแล้วว่าคนนี้แหละวะ ..
ที่จะแนะนำให้รู้จักในฐานะแฟน แต่พอเวลาผ่านไปซักพัก กูก็รู้ตัวว่ากูเลือกผิด
เธอ : ทำไมไม่เลือกคนที่เขารักเราล่ะ ดีจะตาย
ฉัน : ก็พวกนั้นไงที่รักกู แต่มันไม่แนวว่ะ
เธอ : แนวเชี่ยไรของมึง จะขึ้นคานอยู่แล้วยังจะเจียดเวลาที่เหลือน้อยมาเล่นตัวอีก -*-
ฉัน : ก็คนที่ชอบ คนที่รัก มันไม่ใช่พวกนั้นนี่หว่า คิดแล้วเศร้า
เธอ : งั้นก็ แสดงว่ามึงมีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้วสิ ทำไมไม่ลุยล่ะ
ฉัน : ลุยแล้ว สะดุดแล้ว ล้มแล้ว พังแล้ว เหลือแต่ซากอยู่ในใจกูเนี่ย -___-"
เธอ : แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ ไม่มีแล้วรึไง
ฉัน : มี แต่เขาอยู่ไกล กูชอบเขามาก แบบว่าใช่เลย
เธอ : ยังไง?
ฉัน : เขาตาโต เขาตัวสูงใหญ่ เขาเก่ง เขาเป็นฮีโร่...แต่น่าเสียดาย...
เขามีเวลาอยู่บนโลกได้แค่ 3 นาทีเองว่ะ
เธอ : เชี่ยไรของไรมึง -*-
ฉัน : อุลตร้าแมน........ .....(พร้อมทำท่าปล่อยแสง)
เธอ :................................................................สาดดดดดด...นี่มึงกวน Teen กูหรอ
ฉัน : ดูออกขนาดนั้นเลยหรอ ^O^
.................................................................................................................
การแสดงจบแล้ว
เพลงจบแล้ว
เธอ..กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของชายในฝันที่เธอจากมา
ฉัน..ยังคงเฝ้าแหงนหน้ามองท้องฟ้า รอเวลาที่ฮีโร่ของฉันจะผ่านมา และเห็นว่ามีใครบางคนรอเขาอยู่ตรงนี้
..คืนนี้ลมแรงมาก......หนาวจัง.....สั่นไปทั้งใจ..
วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552
คืนแห่งการเปลี่ยนปี..
แบกเป้มาเหนื่อยทั้งวัน แต่ถึงจะล้าแค่ไหนก็ไม่พลาดที่จะเสนอหน้าไปยังหอนาฬิกาคืนนี้เด็ดขาด
ที่หอนาฬิกามีการเล่น Lighting ด้วยไล่ไปจนครบตามจำนวนสีของสายรุ้ง หากมองเลยข้ามผ่านยอดหอนาฬิกานี้ไปอย่างคนตาถึง ก็จะเห็นโคมลอย ที่ไม่ใช่เป็นแค่ข่าวลือ แต่เป็นโคมลอยจริงๆ ที่ชาวเชียงรายพร้อมใจกันส่งลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นสาย และแน่นอนฉันคือหนึ่งในนั้นที่เป็นเจ้าของโคมลอยเพื่อนบอกว่าโคมลอยทำลายสภาพแวดล้อม เพราะหากหมดเวลาสวยแล้วก็จะกลายเป็นขยะไปตกที่ไหนบ้างก้ไม่รู้
แหม..พูดซะสลดเลย แต่....ความสลดอันน้อยนิด ไม่สามารถทำลายความฮึกเหิมในแววตาได้
จะลอยอ่ะ จะลอย ๆ..เพื่อนตัวดีคงทนความรบเร้าไม่ไหว อาจจะมีแอบปนรำคาญเล็กน้อยซึ่งเราไม่ใส่ใจ..เพราะต้องการแค่ความร่วมมือ
โคม..ลอยออกไปแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน รู้สึกเหมือนนางเอกในหนังรักซักเรื่อง
ทั้ง ๆ ที่หน้าตาน่าจะพอเป็นนางเอกในหนังสงครามสาดน้ำกรดเท่านั้น
แต่เอาเหอะ..ไม่สวยแต่ก็โรแมนติกได้นะคะ!
ฉันไม่อาจละสายตามาจากแสงไฟในโคมที่ลอยอยู่บนฟ้าได้เลย ได้แต่รำพึงรำพันในใจไม่รู้กีครั้งต่อวินาที
"สวยจัง" "ปีใหม่ปีนี้ดีจัง"
อากาศหนาวขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนพยายามทำให้ใจใครบางคนเรียกร้องวอนขออ้อมกอดจากที่ไหนสักแห่งเพื่อมาทำให้อบอุ่นขึ้น...
แต่สำหรับฉันในคืนแห่งการเปลี่ยนปีนี้ สิ่งที่ได้สัมผัสมันทำให้ฉันอุ่นใจพอแล้ว ไม่ได้อยากเรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้
ฉันหันมองเพื่อนคนดีที่ยืนอยู่ด้านซ้าย ตำแหน่งเดียวกับที่ตั้งของหัวใจของใครหลาย ๆ คนบนโลกนี้ "สวัสดีปีใหม่นะ"..ฉันบอกไป
เพื่อนคนดีตอบกลับมาด้วยประโยคเดียวกัน...
...การเปลี่ยนปี ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง..ความสุขยังคงอยู่ที่เดิม...ฉันยังคงใช้ทฤษฎีสีส้มที่ตั้งขึ้นมาเองอยู่
"อะไรก็ตามที่อยู่ทางด้านซ้าย..สำหรับฉันมันดีเสมอ"
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

























