วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หมาย"ควาย"ว่ายังไง?

โทรหาไม่รับสาย ฉันเลย....
ฝากเป็นข้อความ ว่าคิดถึงเธอ......รักเธอเหมือนเดิม
นานแล้ว ไม่มาหา ฉันเลย..........
อยากจะพบเธอ เธอไม่ว่างเจอ..........หรือว่าเธอลืม
เห็นความจริงวันนี้ เธออยู่กับใคร
เห็นตำตา เจ็บซึ้งใจ ว่าทำไม่เธอถึงลืม
เธอ บอกว่าเธอรักฉัน บอกว่าเรารักกัน
แต่ทำไม เธอกับเขาแอบมีอะไรมันลึกซึ้ง
บอกว่าเธอรักฉัน บอกว่าเรารักกันบอกรักฉัน
บอกทำไม แต่เธอกลับไปกับใครคนนั้น
หมายความว่ายังไง

...................................................................


พาดหัวข่าว ที่หัวใจ ตัวใหญ่เท่าบ้านนายก
"อ๋อ......มันเป็นอย่างนี้นี่เอง" ((ทำเสียงเหมือนในทีวีแชมป์เปี้ยนจะได้อารมณ์มาก))
เป็นเรื่องราวในจินตนาการ....
ที่กลายเป็นเรื่องจริงปาฏิหารย์สินะ
"ปาฏิหารย์" เขามักใช้กับเรื่องดี ๆ นี่หรือนี่อาจจะเป็นเรื่องดีของฉัน
ที่ได้ "ตาสว่าง" ซักที..........เห็นความจริงที่ผ่านมา ย้ำเตือนฉันจำเอาไว้ทุกเวลา

ขอบคุณที่เคยให้อยู่ใกล้..........ชิด ((ออกเสียงสำเนียงอังกฤษ))
ขอบคุณที่เคยเป็น Yes Man!! ((ออกเสียงสำเนียงไทย ๆ))
และขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าฉันควรจะสะบัดมือออกจากมือของเธอซักที

ลาขาดกันซักทีนะ San Fan^ ((เสียงไทย ๆ สูง ๆ))
Good F_ck จ้า....
(= ^ 0 ^ =)//
......................................................

(แค่เรื่องสมมติ ที่อ้างอิงมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่ง)

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คิดถึง


ข้างบ้านมีต้นไทรต้นใหญ่
ใต้ต้นไทรมีแคร่ไม้ไผ่ ที่มีรากไทรห้อยลงมารอบ ๆ
เหมือนม่านบาง ๆ ที่มีไว้ตกแต่งแคร่ไม้ไผ่นั้นให้สวยงามมากขึ้น
ยามสายย่าจะนั่งอยู่ตรงนั้น คอยดูแลหลาน ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่บริเวณบ้านด้วยสายตาที่ห่วงใย

หน้าบ้านเป็นคลองขนาดกลาง
สายน้ำไหลเอื่อยตลอดเวลาที่ริมคลองมีสะพาน
ข้างสะพานมีต้นมะกอกน้ำต้นใหญ่ (มาก) แผ่กิ่งก้านคอยให้ร่มเงา
ช่วงหน้าฝนน้ำในคลองจะมีมาก ที่บ้านเราจะเรียกกันว่าหน้าน้ำ
ต้นมะกอกน้ำออกลูกดกกิจกรรมของเราคือช่วยกันสอยมะกอกลงมา
และเก็บไปดองเอาไว้กิน เรื่องการเก็บมะกอกเป้นหน้าที่ของเด็ก ๆ บรรดาหลาน ๆ ของย่ารวมถึงฉันด้วยส่วนหน้าที่ดองมะกอก ย่าเป็นคนรับอาสาจะทำเองทั้งหมด เพราะเกรงว่าถ้าปล่อยให้พวกเด็ก ๆ ทำมันจะอร่อยเกินไป (???)

ทุกวันพระ ย่าจะตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อลุกขึ้นมาทำกับข้าวและขนมไว้ไปทำบุญที่วัด
ถ้าขนมชนิดไหนที่ต้องใช้เวลาทำนาน ย่าและพวกเด็ก ๆ จะช่วยกันเตรียมของตั้งแต่ตอนกลางคืนก่อนนอนเช่น ขนมลอดช่อง ย่าจะเอาข้าว(ฉันก็ไม่รู้ว่าข้าวอะไร) มาแช่น้ำไว้ตั้งแต่ช่วงเย็น และเอาใส่เครื่องโม่แป้งที่เป็นเหมือน หินสองก้อนวางซ้อนกัน ที่ก้อนบนมีรูไว้หยอดข้าวลงไป แล้วก็หมุน ๆ แล้วเราก็จะได้แป้งผสมน้ำออกมา(หมุนกันจนปวดแขนเลยทีเดียวกว่าจะได้ปริมาณที่ย่าต้องการ) พอโม่แป้งเสร็จย่าก็จะกรองเอาเฉพาะแป้งโดยใช้ผ้าขาวบางแล้วห่อแป้งด้วยผ้าขาวบางอันเดิมมัดให้แน่นแล้วน้ำไปแขวนที่ใต้ต้นไม้ 1 คืน (ทำไมต้องแขวนใต้ต้นไม้นอกบ้าน?)
ถ้าจะให้อธิบายขั้นตอนทั้งหมดคงอีกยาว ข้ามเลยแล้วกัน......
เมื่อขนมพร้อม ข้าวและกับข้าวพร้อม เราก็ยกของทั้งหมดลงเรือ ระหว่างที่ยกของ ฉันกับพี่ก็เป่ายิงฉุบกันใครชนะได้นั่งหัวเรือ อิอิ
ย่ารับหน้าที่พายเรือไปวัด ฉันกับพี่ก็นั่งเล่นเอามือราน้ำไปเรื่อย ถ้าเรารู้สึกได้ถึงรังษีอำมหิตจากด้านหลังเราก็จะรีบเอามือขึ้นจากน้ำทันที

........................ฯลฯ................................................

เสียงหัวเราะ เสียงร่ำไห้ความทรงจำมากมาย ณ ที่แห่งนั้น
ในบางขณะ..ฉันหลงลืมมันไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ฉันหวนคิดถึงที่แห่งนั้น คิดถึงคนที่ฉันเคยนอนหนุนตัก
คนที่คอยปลุกฉันให้ลุกมาอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน
คนที่ได้แต่บ่น ได้แต่ดุ แต่ไม่เคยตีฉันสักครั้ง
คนที่ไปชี้หน้าด่าครูที่โรงเรียน ตอนที่ตรวจการบ้านฉันผิด (คิดแล้วฮา)

คิดถึงที่ที่ฉันเติบโต ที่ที่ฉันวิ่งเล่น ที่ที่ฉันตกต้นไม้ครั้งแรก
ที่ที่ทำให้ฉันว่ายน้ำเก่ง พายเรือเป็น

ถึงวันนี้จะไม่มีบ้านริมคลองอีกแล้ว....แต่ในความทรงจำ...ก็ยังตอกย้ำให้นึกถึงเสมอ..

....คิดถึงนะ...

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"เพ้อเจ้อ"



วันที่ฉันยืนอยู่คนเดียวบนสถานีรถไฟลอยฟ้า
สายตาเลื่อนลอย ไม่ได้น้อยไปกว่าใจที่ลอยเลื่อนไปทางซ้ายที ทางขวาที
ภาพตรงหน้ามันดูเบลอไปหมด ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นด้วยคุณภาพกล้องจากแมลงซัมซุงในมือ หรือคุณภาพสายตากันแน่ ที่ขาดความคมชัดในการมองสิ่งต่าง ๆ

แต่ก็ช่างเถอะ อะไร ๆ มันก็ไม่มีความแน่นอนหรือชัดเจนตลอดเวลาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ฉันจะขวนขวายหาคำตอบไปเพื่ออะไร ในเมื่อสักวันทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องเปลี่ยนแปลงกันทั้งนั้น

ฉันเหลือบไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนสถานี เข็มสั้นและเข็มยาว อ่อ รวมทั้งเข็มวินาทีด้วยพร้อมใจกันชี้ไปที่เลข 5งั้นก็รวมกันเป็น 555 น่ะสิ
อะไรกันนี่ แม้แต่นาฬิกาก็ยังหัวเราะเยาะฉันหรอ
กะอีแค่ฉันมายืนสับสนคนเดียวบนสถานีรถไฟฟ้านี่อ่ะนะ
แค่ฉันหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ มันคงดูน่าตลกมากสินะ
ถ้าอยากจะขำนักล่ะก็...เชิญตามสบาย ฉันคงต้องกลับบ้านแล้วล่ะ
แค่มองอะไรไม่ชัดก็เวียนหัวจะแย่ นี่ยังต้องมาหงุดหงิดกับนาฬิกาอย่างแกอีกคงจะไม่ไหว...เชิญอยู่เพ้อเจ้อหัวเราะไปเรือนเดียวก็แล้วกัน..นาฬิกาบ้า!!

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

At first sight ภู-กระ-ดึง

อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ....แต่เลิกทำกูร้องไห้สักที!!
^
^
^
ข้างบนนั่นไม่เกี่ยวอะไรกับบล๊อคนี้........(แล้วเมิงจะเขียนทำไม?..-*-)

อ่ะ...เข้าเรื่อง...

ไปเที่ยวมา ที่เขาเรียกว่า ภู-กระ-ดึง
(กรุณาออกเสียงให้เหมือนกับเจ้าหน้าที่บนภู สำหรับคนที่ร่วมทริปด้วยกันคงรู้ดี)
ระหว่างการเดินทางก็รู้ ๆ กันอยู่ ชิวมากมาย (มั้ยวะ)
ฉันเห็นป้ายเขียนตัวโต ๆ ว่า "ซำแฮ่ก 200 เมตร"
มันแปลว่า อีก 200 เมตรจะถึงจุดพักจุดแรก
โอ้ว มายก๊อดเนสสสส!!.....จะได้พักแล้วโว้ยย แอบตะโกนในใจภายใต้ใบหน้านิ่ง
หลอกคนรอบข้างไปพลาง ๆ ตูไม่เหนื่อย ๆ
......เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ไม่ทราบได้เหงื่อไหลอาบตัว อาบหน้า
ไหลหยดย้อยจากหน้าผากเถิก ๆ แล้วเข้าโค้งหักศอกผ่านหางตามายังโหนกแก้ม
และไหลไล่ลงมาจนถึงปาก แทนที่มันจะเลยผ่านไป
แม่ม!! ...ไหลเข้าปาก "เหงื่อเค็ม แต่ไม่ดี" -*-

"ไหนวะ 200 เมตรของมัน"...คนวัด มันเริ่มวัดจากตรงไหนเนี่ย..ทำไมไม่ถึงซักที...
ฉันบ่นอุบตลอดทาง.....
กว่าจะถึงซำแฮ่ก..ก็เล่นเอาลิ้นห้อย..สภาพร่างกายที่เริ่มจะย้อย ๆ ไปตามสังขาร ชักจะงอแงซะแล้ว...

"ใจ..สู้หรือเปล่า ไหวมั้ยบอกมา โอกาสของผู้กล้า ศรัทธา ไม่มีท้อ"
...เพลงพี่โป่ง แว่บเข้ามาในหัวเอ้าฮึดอีกสักหน่อย...สู้โว้ย!!

ผ่านซำแล้ว ซำเล่า..พวกเราก็ยังสู้ไม่ถอย
เราไม่ได้ประคับประคองหรือเกาะกลุ่มกันแน่นตลอดเวลา
แต่ทุกครั้งที่มองไปข้างหน้าหรือหันหลังมองไปทางข้างหลัง
เราจะเห็นสายตาของเพื่อนเราคอยสบตากันเสมอนั่นแสดงว่า..
ไม่ต้องห่วงนะ เราไม่ทิ้งกันหรอก
"จุดหมายจะมีประโยชน์อะไร หากไปถึงแล้วไม่มีเพื่อน".
.ฉันได้ประโยคนี้มาจากหนังสือเล่มหนึ่งของ "นิ้วกลม"..ฉันเห็นด้วยกับเขา
ไม้เท้าที่ถืออยู่ในมือ ช่วยประคองร่างกายเราได้ แต่ประคองใจเราให้สู้ไปด้วยกันไม่ได้
สายตาที่คอยมองหาว่าเพื่อนเราอยู่ตรงไหนแล้ว..รอก่อนดีมั้ย
เสียงที่คอยส่งกำลังใจให้ "อีกนิดเดียว สู้ๆ" ..นี่ต่างหาก คือสิ่งที่ประคับประคองเราอย่างแท้จริง...

ฟ้ามืดแล้ว..แสงไฟริบหรี่แล้ว..มีแต่เสียงแมลงที่ร้องระงมไปทั่วแดนสังหาร
(ไม่ใช่ฉากในหนังสยองขวัญหรอก...แต่มันคือ
ลานกว้าง ที่อยู่อาศัยของทากน้อย ตัวเล็ก ๆ ยืด ๆ หยุ่น ๆ
ผู้มี "ทากษยะสัมพันธ์ดี"คอยชูหัว ชูหาง พร้อมจะทักทายกับเส้นเลือดใหญ่
ของเราตลอดเวลานั่นเอง....สำหรับจุดนี้ "แคร์นะ...แต่รังเกียจ")

กรี๊ดดดดดดดดดด....เอาออกๆๆๆๆๆ แกะให้หน่อยๆๆๆๆ........
ฉันร้องรัวอย่างกับปืนกลเมื่อเจ้าทากน้อยมันมาทักทายฉันเป็นแรก
ระหว่างทางเดินไปเวียนเทียน..อ่ะ งง อ่ะดิ่...
ถึงพวกเราจะรักการเที่ยวมากขนาดไหนแต่เราก็ไม่ลืมวันสำคัญทางพุทธศาสนาหรอกนะคะ
ถึงแม้หลังจากเทียนดับ จะมาล้อมวงนั่งก๊งเหล้ากันก็ตาม แต่แอลกอฮอล์ก็ไม่เคยล้าง
ความศรัทธาในศาสนาได้หมดหรอกนะค๊า...^___^

ป่าปิด....เดินเพลิน ๆ เจอดอกอะรูไม่ไร้(ผวนโลด)สวย ๆ วิวงาม ๆ ลมเย็น ๆ
หนุกหนาน ๆ เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่แคร์ จบ!!

วันสุดท้ายบน ภู-กระ-ดึง...
ฉันทิ้งสายตาอาลัยและใจบางส่วนไว้ที่นั่นนิดหน่อย
หากใครพบเจอและไม่ประสงค์จะเก็บไปดูแล..ก็ช่วยเดินผ่านไป..อย่าเหยียบย่ำ..ให้มันช้ำซะล่ะ
...................................................................................................................

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

อ๋อ เหรอคะ

อยากอัพบล็อค แต่บางทีสมองก็ไม่ให้ความร่วมมือ
ใจพร้อม กายพร้อมแต่สมองราบเรียบ รอยหยักไปพักร้อนยังไม่กลับ
ความคิดตัน ๆ ....หมายถึง ตันจริง ๆ คิดอะไรไม่ออก
ไม่เกี่ยวกับเรื่องตัวตัน ๆ เพราะอันนั้นแค่สร้างภาพปกปิดความบอบบางเอาไว้ :P

...ปิ๊งป่อง!!...คิอ่อกแล้...บางทีฟอร์เวิร์ดเมลล์ มันก็มีประโยชน์เหมือนกันน๊า..
แก้ขัดไปก่อนละกันเนอะ ^0^


ณ แอร์พอร์ต แห่งหนึ่งมีผู้หญิง 2 คนนั่งอยู่ด้านหน้า
ต่างคนต่างมาคนด้านซ้ายมือแต่งตัวเหมือนคุณหญิงใส่เพชรใส่ทองมากมาย
ท่าทางออกแนวสาวเปรี้ยว
ส่วนคนด้านขวาแต่งตัวเรียบ ๆ ออกแนวสาวเรียบร้อยสุดๆ
แล้วผู้หญิง 2 คนก็เริ่มคุยกัน

สาวเปรี้ยว : สวัสดีค่ะมาเที่ยวคนเดียวเหมือนกันเหรอคะ
สาวเรียบร้อย : ค่ะมาคนเดียว
สาวเปรี้ยว :เนี่ย เดี๊ยน ไม่ได้มาเที่ยวอย่างเดียวหรอกนะคะกะว่าจะมาดูรถ Porche ไปให้ลูกใช้ซัก 2 คัน
สาวเรียบร้อย : อ๋อเหรอคะ
สาวเปรี้ยว : ตอนสมัยอยู่ฝรั่งเศส ก็ขับจากัวร์ กับเฟอร์รารี่เจ้าคุณพ่อซื้อให้ค่ะ เงินสดนะคะ
สาวเรียบร้อย : อ๋อเหรอคะ
สาวเปรี้ยว :มานี่จะซื้อของขวัญให้ตัวเองซะหน่อยกะว่าจะซื้อ เพชรกลับเมืองไทยซัก 50 กะรัต
สาวเรียบร้อย : อ๋อเหรอคะ
สาวเปรี้ยว : แล้วคุณน้องหล่ะคะ ชีวิตเป็นไงบ้างค่ะ
สาวเรียบร้อย : ก็ไม่มีอะไรคะ ชีวิตเรียบง่าย สมัยเรียน ท่านพ่อให้ไปเรียนในวัง ได้แต่เย็บปักถักร้อย ร้อยพวงมาลัย และทำขนม ครูห้ามพูดคำหยาบ ครูบอกว่าถ้าจะด่าใครว่า ...ตอแหล ให้พูดว่า “อ๋อเหรอคะ...”

.....................................................................

บทความคัดลอกจาก ฟอร์เวิร์ดเมลล์ จากเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ฯลฯ
(ใจจริงอยากจะใส่ไปซักอีก 20 แต่เผอิญดันขี้เกียจซะก่อน)

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552

"Feel"





..ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย...แต่ในขณะเดียวกัน
มันก็ทำให้เจ็บปวดไม่น้อยเลยทีเดียว..



"ยิ้มให้ความผิดหวัง อย่างคนคุ้นเคย ยิ้มให้ความมืดมน อย่างคนรู้จักกัน
นี่คือเพื่อนเก่า ที่เราต้องเจอ เจอกันเมื่อนานแสนนาน
ร้องไห้ให้กับมัน ช่างดูง่ายดาย เหมือนมันไม่ท้าทาย เท่าเรายิ้มให้มัน
สุขก็ยิ้มได้ เจ็บก็ยิ้มได้ ให้ราคามันเท่ากัน ยิ้มให้มันก็พอ "

"ฉันไม่ได้แข็งแรง ไม่ได้มั่นคงสักเท่าไร แค่รู้ว่าบางที
แอบยิ้มตอนที่เสียใจ เหมือนอะไรก็ง่ายขึ้นมา"
v
v
v

อะไรกัน..มันก็แค่เพลง เพลงนึงไม่ใช่หรอ
น้ำตาไหลอีกแล้ว...ความรู้สึกตอนนี้คือซึ้ง หรือเศร้ากันนะ
ฉันเองก็แยกแยะไม่ออก

นี่ละมั้งที่เขาเรียกว่าความ "สับสน".......อีกนานมั้ยกว่าจะหาย?....
หายไปซะตอนนี้เลยได้รึเปล่า?

วันนี้รู้สึกเหนื่อย ๆ "เหนื่อย" ที่ต้องทำเหมือน "ไม่เป็นไร"
แล้วฉันเป็นอะไรไปล่ะ?.......ทำไมต้องทำเหมือนไม่เป็นไร?
.....ไม่มีปัญญาที่จะตอบตัวเอง.......

อยากไปทะเล ไปนอนมองท้องฟ้า ฟังเสียงคลื่น กลางคืนแหงนมองดาว
เหมือนอย่างเคย ๆ

สำหรับฉัน "ทะเลเค็ม แต่ดี"
ถึงมันจะไม่ได้ช่วยป้องกันฟันผุ แต่มันก็ทำให้ฉันสบายใจ

...................................................................

To someone........"กอดคุณ..อุ่นดี"

.................................................................


Should your heart still have some space ..........., Please

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552

......... (แฮ่กๆๆ)

"มีเงินอย่างเดียวเที่ยวไม่ได้นะเนี่ย ต้องโง่ด้วย!!"
เสียงของใครบางคนพูดกรอกหู ในขณะที่ล้อรถตู้กำลังหมุนมุ่งสู่ประจวบคีรีขันธ์

.............................

Chapter 1 :-


ล้อรถหยุดหมุนแล้ว...ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างรถคันโตที่นั่งมาหลายชั่วโมง
ภายนอกนั้นมีแต่ความมืด ฉันก้มลงมองที่ข้อมือซ้าย เพื่อดูเวลาว่าตอนนี้เข็มสั้น และเข็มยาวผู้ชี้ชะตาว่าฉันมีเวลาเหลืออีกกี่อึดใจ ที่จะทำใจให้พร้อม (กว่านี้ ) สำหรับการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ (เวอร์ได้อีก-*-)
.....!!!!!!!!!!......
.
.
.
.
..........ฉันไม่สามารถรับรู้เวลาได้!! ทำไมทุกอย่างถึงว่างเปล่า!! นี่สายตาฉันเป็นอะไรไป!! โอวววว ม่ายยยยยยยย
เพี๊ยะ!! ฉันตบหัว (เข่า) ตัวเองเพื่อเรียกสติกลับคืนมาก่อนที่ทุกอย่างจะเวอร์ไปมากกว่านี้ "มึงไม่ได้ใส่นาฬิกามา นังบ้า!!"


Chapter 2 :-

ณ จุดชมวิว

เย่ ๆ อีก 400 เมตรก็จะถึงที่พักแล้วล่ะ
"เก่งว่ะกู" << รำพึงรำพันในใจ เพราะเขินอายเกินกว่าจะบอกใคร ฮิ้ววววว

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ชม. ที่แล้ว (โดยประมาณ)
กิโลเมตรแรกสาหัสน่าดู สำหรับการเดินขึ้นเขาครั้งแรกของฉัน แดดแรง เหนื่อยล้ากับการปีนป่ายหินก้อนโตมือที่เริ่มถลอกเพราะการเกาะเกี่ยวกิ่งไม้น้อยใหญ่ของป่าสีส้ม ไร้ซึ่งความสดชื่นใด ๆ (แฮ่กๆๆ) อืม ไม่สิ ยังมีอย่างนึงที่สดชื่นและชุ่มฉ่ำเสมอ (แฮ่กๆๆ) พอให้ฉันมีแรงฮึดเพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า (แฮ่กๆๆ) นั่นคือ "น้ำใจ" (แฮ่กๆๆ) ของเพื่อนร่วมทริป (แฮ่กๆๆ) ที่หยิบยื่นให้ (แฮ่กๆๆ) พอแค่นี้ก่อนนะ มีอะไรไว้คุยกับทนายแล้วกัน งดให้ปากคำ (แฮ่กๆๆ)

......พ้นจากเขตความแห้งแล้งไปแล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่ป่าดิบ ที่อุดมไปด้วยต้นไม้เขียวขจี เสียงชะนีร้องหาสามีกันยกใหญ่ ร่องรอยการตะกุยตะกายต้นไม้ของหมี แล้วก็เจออึมันด้วย โอววว อึหมีแห้ง ๆ ครั้งแรกของสายตาหญิงชาวกรุงผู้สูงศักดิ์ (หรอ?.......)

......ภาพที่อยู่ตรงหน้า บนหน้าผา ฉันเห็นดาวบนดิน ดาวบนฟ้า แววตามีความสุขของใครหลาย ๆ คน แม้คืนนี้ฟ้าจะไม่เป็นใจให้เห็นพระจันทร์อย่างที่ฉันตั้งใจไว้ ไม่มีใครบางคนมาอยู่ใกล้ ๆ ใจ (อีกแล้ว) ฉันก็ยังพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าฉัน "มีความสุข"

....ตี 2 ครึ่ง แมลงซัมซุงร้องดังขึ้นถึง 5 ครั้ง เป็นคลื่นความงี่เง่าจากใครบางคนที่ส่งถึงดีแทคบนยอดเขา ส่งผลให้ฉันดีแตก-*- ไฟหลายดวงสว่างขึ้นพร้อมกัน นั่นหมายถึงฉันทำให้ทุกคนตื่นมาในช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุด บรรยากาศวังเวงเหว่ว้ามาก...ขอโทษนะคะ

.....พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ตรึงตราตรึงใจ ไม่มีภาพถ่ายไหนสวยงามไปกว่าสายตาที่ได้สัมผัส
"ฉันจะเก็บความทรงจำ ไว้ในลมหายใจที่มีอยู่ จะดูแลให้ดี"
เดินลงเขาด้วยใจชื่นบาน มีบ้างที่ล้มลุกคลุกคลาน เพราะทางที่ลาดชัน แต่รอยยิ้มของทุกคนก็ไม่เคยเลือนหายไปจากหน้าตา ยกเว้นเวลาหยุดหอบ (แฮ่กๆๆ)

"ไปทุกดอยคอยข้างล่าง"......คำพูดของใครอีกคนผุดขึ้นมาในหัว ฉันยอมรับว่า ระหว่างทางมีบ้างเหมือนกันที่คิดแบบนี้

"ฉันมาทำอะไรที่นี่"......คำพูดแทนใจของใครหลาย ๆ คน ฉันยอมรับว่า "ฉันก็แอบคิดอยู่บ่อย ๆ"

"...แล้วจะมาเที่ยวด้วยกันอีกมั้ย?".....คำถามจากคนจัดทริป........
"I'm absolutely sure!"

............................................................................
"มีเงินอย่างเดียวเที่ยวไม่ได้นะเนี่ย ต้องโง่ด้วย!!"
คงจะเป็นความโง่อย่างเดียว ที่ฉันยินดียิ้มรับเสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

เมื่อณิชาจะขึ้นเขา..

"ไปเขาหลวงกันนะพี่อ้อน โก้จะดูแลพี่เอง"
"พี่กลัวทากว่ะโก้..กลัวสัตว์ที่มันหยึย ๆ อ่ะ"
"ไม่ต้องกลัวหรอกพี่อ้อน ถ้ามันกัดพี่ โก้จะแกะออกให้เอง"
"นั่นมันไม่ใช่ประเด็นนะโก้ อย่าว่าแต่กัดเลย แค่เห็นยังไม่อยาก T_____T"
.................................................................

ฉันปฏิเสธทริปนี้ไปเมื่อเดือนที่แล้ว....
แต่วันนี้ 19 มีนา "เออ ไปก็ไปวะ" นั่นคือคำตอบ
ใช้การตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีก่อนออกเดินทางเลยก็ว่าได้
พรุ่งนี้แล้วสินะ ที่ต้องออกเดินทาง แต่ใจฉันนี่สิมันลอยไปอยู่บนยอดเขาเรียบร้อยแล้วล่ะ ^^

ตี 2.49 ฉันยังข่มตาไม่หลับ ใจมันกระสับกระส่าย ตื่นเต้นกับการปีนป่าย
กับการเดินทางไกล ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ เพื่อไปพิชิตยอดเขาหลวง

งั้น..สวดมนต์ให้ใจสงบ พร้อมเอาฤกษ์เอาชัยเลยแล้วกัน เผื่อจะหลับตาลงได้บ้าง
นะโมตัสสะ 1
นะโมตัสสะ 2
นะโมตัสสะ 3
นะโมตัสสะ 4
เฮ้ยยย เกิน!! เออเอาเข้าไปชีวิตตู -*-
และฉันก็สวดมันทุกบท สวดผิด ๆ ถูก ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ
ไปจนจบหมดเล่มหนังสือสวดมนต์ -___-"
Q: คลายความตื่นเต้นลงบ้างมั้ย?
A: เปล่าเลย!!

เช้าแล้ว........ยังไม่ได้นอน........ไม่เป็นไร......สู้โว้ยยยย
(เสียงดังกว่า"น้องอรสู้โว้ย"อีกนะจะบอกให้)

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เช้าวันที่ 20 มีนา อู้งานมันเลยแล้วกัน
มาเช็คสภาพดินฟ้าอากาศบนเขากันดีกว่านะคะพี่น้องงงงง

รายงานสภาพอากาศ
ณ เวลา 7.00
ความกดอากาศรายชม.
พระอาทิตย์ขึ้นเช้าพรุ่งนี้ 06:25 น.
พระอาทิตย์ตกเย็นวันนี้ 18:32 น.
อุณหภูมิสูงสุดวานนี้ 33.8 องศาฯ
อุณหภูมิต่ำสุดเช้าวันนี้ 24.2 องศาฯ
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย -.......
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย -..........
ฝนสะสมวันนี้ 0.0 มม.
จุดน้ำค้าง 22.3 องศาฯ
ความชื้นสัมพัทธ์ 85 %
ลม - ลมสงบ
เมฆ - มีเมฆบางส่วน
ทัศนวิสัย 3 กม.
ความกดอากาศ 1009.9 hPa
ฝน 3 ชม. 0.0 มม.

พอแค่นี้ก่อนดีกว่า..........แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง
"ว่าพระจันทร์บนยอดเขามันสวยขนาดไหน" ^^

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552

ไม่รู้สิ..แต่เบื่อ

"ขอโทษกัน..มันยากมากรึท่าน ฤาท่านกลัวกลีบพิกุลจะร่วงออกจากปาก ถ้ากระนั้นแล้วเพลาท่านเอ่ยวาจาพล่อย ๆ ใยมิกลัวเล่า?"

ทำผิด ใยมิยอมน้อมรับความผิดนั้น
จะมาทำเฉไฉแชเชือนเอื้อนเอ่ยวาจาให้พาขำอยู่ร่ำไปเพื่อเหตุใด
เหมือนที่ใคร ๆ สมัยนี้เรียกขานท่าทีเหล่านั้นว่า "ทำเนียน"
ฤา ท่านจะมิรู้ว่าจะยิ่งทำให้ใครเขาโกรธเคือง ขุ่นหมอง ข้องใจ
หากแต่เพียงกล่าวขอโทษ ก็พร้อมที่จะหยิบยื่นน้ำใจแต่เก่าก่อนพอจะให้อภัยได้
แต่นี่ท่านกลับนิ่งเฉย เหมือนมันมิเคยเกิดขึ้น..เราเองก็มิรู้จะให้อภัยท่านได้เยี่ยงใด
ลาก่อน....หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ท่านจงเกิดมาเป็นมนุษย์ผู้มีจิตรู้สำนึก..

..........................................................................................

หนังสือที่อ่านแล้วไม่สนุก
จะเปิดอ่านสักกี่รอบ......มันก็ไม่สนุก
คำว่า "ให้โอกาส (อีกสัก 2 รอบ)".......มันไม่ได้ช่วยทำให้หนังสือเล่มนั้นสนุกมากขึ้นสักนิด

..........................................................................................

ขอโทษนะ ถึงกูจะไม่ใช่ดาวมหาลัย แต่กู Sensitive เรื่องความรู้สึก (โว้ยยยยยยยยย)

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วันแห่งความรัก....ยาวววว

ค่ำคืนวันศุกร์ที่ 13 วันแห่งความสยองขวัญของฝรั่งมังค่าทั้งหลาย
แต่สำหรับลูกครึ่งร้อยเอ็ด+นครนายก อย่างฉัน มันกลับเป็นวันธรรมดาวันนึง
ที่พร้อมจะออกไปโป๊งชึ่งกับบรรดามิตรรักในสภาคนโสด ในโหมดหลอน ๆ
กันแถวรัชโยธินโน่นนนนนน ยิงยาว นั่งเม้าท์เคล้าดนตรี พร้อมกับกลั้วคอด้วยแอลกอฮอล์ หลากหลายยี่ห้อรวมกันใน 1 แก้ว!!
ด้วยความไม่สัดทัด ข้าพเจ้าจึงเมาแอ๋ภายในหนึ่งกระบวนแก้วถ้วน -*-

เป๊งๆๆๆ ขณะนี้เป็นเวลา 4.00 น. กูจะปิดร้านแล้ว..คุณเจ้าของร้านเคาะหม้อพร้อมเสียงสวดไล่ เรียกสติขี้เมาทั้งหลายคืนมาได้ชะงักนัก ยกเว้นคนบางคน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าครายยยย เอิ๊กส์
เฮ้อ นี่หรือเช้า(มืด)ของวันแห่งความรัก ไม่เห็นจะมีอะไรน่าอภิรมย์สักนิด
ความ ART เข้าครอบงำในใจอีกครั้ง.... นี่ฉันอยากจะไปไหน?
ใครคนนึงพูดขึ้นมาว่าไป "พัทยา"...อืม ได้เลย ไปกันเลย ตอนนี้เลย!!

6 โมงเช้า วันแห่งความรัก : ณ พัทยาใต้
ภาพแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาดูคือ.........ตูด!!
เชี่ย!! ฉันสบถออกมาอย่างลืมตัว แต่ภาพที่กระแทกเข้าเบ้าตาในเช้าวันนั้น
มันทำให้ฉันเห็นอะไรบางอย่างที่ใคร ๆ เรียกว่า "เสื่อม"
.....ฉันเห็น มุมมืด/ด้านมืด ของพัทยาในวันแห่งความรัก เข้าเต็มตา - -"

11 โมงเกือบเที่ยง วันแห่งความรัก : ณ บ้านเด็กอ่อน
เด็กที่นี่อยู่ดี กินดี ผิวพรรณดี น่ารัก และเป็นลูกครึ่งซะส่วนใหญ่
.......สิ่งที่เรียกว่า "กอด" ไม่ว่าจะวัยไหนมันก็เป็นสิ่งสำคัญทั้งนั้น
เมื่อมีเด็กคนนึงถูกอุ้ม หรือถูกกอด จะมีเด็กอีกกลุ่มนึงเดินตาม
หรือมาวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ บ้างเข้ามากอดเอง บ้างร้องไห้งอแง
เพราะอยากสัมผัสความอบอุ่นจากกอดนั้นบ้าง......
ผู้ที่ให้กำเนิดพวกเขา..จะคิดถึงเรื่องสำคัญแบบนี้กันได้(บ้าง)รึเปล่านะ?

บ่าย 2 โมง วันแห่งความรัก : วนเวียน
หลงทาง........กลับที่พักไม่ถูก.....1.30 ชม. ผ่านไป
จากพัทยากลางยังกลับไม่ถึงพัทยาใต้ -*-
คนในรถเริ่มหัวเสียกันบ้างแล้ว
แต่.."ความเครียดยังไม่ทันหายความฮาก็เข้ามาแทรก" ทันที
"ยายคะ หนูจะไปโรงแรม.........ค่ะ ต้องไปทางไหนคะ?"
"ตรงไปเลยหนู ตรงไปเลย"
"ตรงไปแล้ว ทางแยกข้างหน้าพวกหนูต้องเลี้ยวซ้าย หรือขวาคะ"
"ตรงไปเลย ๆ แล้วไปถามคนข้างหน้า"..... - -"
"..............................................................."
ขอบคุณค่ะคุณยาย ที่ทำให้พวกหนูฮากันลั่นรถ ^^
เมื่อไปถึงทางแยก ทุกคนลงมติให้เลี้ยวซ้าย แต่เนื่องจากเราหลงกันจนมึนไปหมด จึงไม่มีใครมั่นใจสักคน และแล้วสวรรค์ก็ส่งคำตอบมาให้
ข้างหน้ารถเราเป็นรถตู้ และติดป้ายสติ๊กเกอร์ท้ายรถว่า "นี่แหละ"
พวกเราได้ ฮากันอีกครั้ง ก่อนจะพร้อมใจกันว่าเลี้ยวซ้ายนี่แหละ
.....พวกเรามาถึงที่พัก โดยสวัสดิภาพ...
"บางทีคำตอบอาจอยู่ใกล้ตัว กับบางเรื่องเราอาจจะเคยมองข้ามมันไปก็ได้"
.
.
.
.
.
.
v
วันที่ 24 ใกล้สิ้นเดือนแห่งความรัก 18.58 น. เวลาตามนาฬิกาฝาผนังออฟฟิศ
ฉันกำลังถูกล้างสมองด้วยเพลงของ น้องแบน เดอะสตอ
"พี่ เลี่ยน เพลง หนู ม๊ากมาย เลี่ยน เพลง ม๊ากมาย ไม่มีหน่วยวัดได้หรอกความเลี่ยนนี้ ติเอ๊โหม่ เตอเควี๊ยโร่ว ซารางเฮ่โย่ววว".....อ๊อกกกกก

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ด้วยความคิดถึง...


อ้างจากความเดิมตอนที่แล้ว http://nininicha.blogspot.com/2009/02/blog-post.html
และ http://nininicha.blogspot.com/2009/02/blog-post_10.html


เหตุผลก็เพราะ......ที่นั่น คือ เชียงคาน.........

....................................................................................


เอาล่ะ ได้เลิกงาน เอ้ย! เลิกงามยามปลอดนาย มาอัพบล๊อคกันต่อ จริง ๆ แล้ว ฉันเขียนอะไรไว้มากมายในไดอะรี่สีแสบที่พกติดตัวเวลาออกร่อน ตามที่ต่าง ๆ และที่เชียงคานก็เช่นกัน ฉันไม่พลาดที่จะหยิบมันติดเป้ไปด้วย แม้จะเตรียมตัวแบบฉุกละหุกแค่ไหนก็ตาม

มีคำพูด มีเหตุการณ์ ที่สวยงามมากมายที่ฉันบันทึกลงในนั้น แต่..................ฉันไม่สามารถเรียบเรียง หรืออธิบายในสิ่งที่ฉันได้พบเจอ ในสิ่งที่ฉันได้สัมผัสไม่ว่าจะมองเห็นด้วยตา หรือสัมผัสด้วยใจ ให้ออกมาให้สละสลวยอย่างที่ใจฉันบอกได้อย่างไรพยายามเท่าไหร่ ก็ทำได้เพียงคิดถึง.......

.........คิดถึงรอยยิ้มและน้ำใจจากคนมากหน้าหลายตา
คิดถึงความสงบเงียบ
คิดถึงเพลงเพราะ ๆ
คิดถึงลมเย็น ๆ
คิดถึงมิตรภาพ
คิดถึงจักรยานสีชมพู ที่ตระกร้าหน้ามีกังหันลม
คิดถึงคนแปลกหน้าบนรถทัวร์ ที่กลายมาเป็นคนข้างห้อง ทั้งห้องซ้าย ห้องขวา และห้องตรงข้าม
คิดถึงไอติมกะทิ ของลุงเติบ
คิดถึงกระติ๊บข้าวเหนียวของป้าศรีพรรณ
คิดถึงมุ้งลายแบบวินเทจ ที่เต็มไปด้วยการปะชุนของสก๊อตเทป
คิดถึงร้านโปสการ์ด...ที่ยอมให้นั่งชิวมีเวลาคิดถึงใครต่อใครอีกมากมาย
คิดถึงเจ้าทองดำ หมาดำ ตัวใหญ่ ใจดี มิตรภาพเลิศ และ Alert ตลอดเวลา
คิดถึงสภากาแฟในตลาดสด
คิดถึงร้านน้ำแข็งใส ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้รู้จักกับคำว่า "ชมลม ชมไทย"
(ฉันไม่ได้เขียนผิดหรอก เขาใช้คำนี้กันจริง ๆ )
ฯลฯ


.........ในวันที่ไม่รู้จะไปไหน ฉันจะมาที่นี่...."เชียงคาน".......

ฉันบอกตัวเองอย่างนั้น ก่อนก้าวขึ้นรถกลับคืนสู่ดินแดนที่ต้องดิ้นรน ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบจนเหนื่อยล้า และกลับมาพักผ่อนในมุมที่อบอุ่นที่สุดในดินแดนแห่งนี้ ที่เรียกกันว่า "บ้าน"


คิดถึง....................................แปลกดีที่ความคิดถึง มันทำให้ใจอิ่มและน้ำตาเอ่อ บางที..อาจจะเป็นเพราะฉันอ่อนไหวจนเกินไปก็ได้

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

........แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง

"ฉันจะบอกความลับของรถไฟให้ฟังเอามั้ย?
มันไม่สำคัญหรอกนะว่ารถไฟจะพาเธอไปที่ไหน
สิ่งสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจของเธอต่างหากล่ะ
ว่าจะกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนั้นหรือเปล่า"
......................................
หลายครั้งที่พวกเราชอบพูดกันว่า "อยาก" ทำโน่น "อยาก" ทำนี่
..........หลายคนที่ "อยาก" กลับไม่เคยได้ทำเสียที...
บทความบางตอนจากหนังสือ "โตเกียวไม่มีขา" ของนิ้วกลม
.....................................
นี่คือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจการเดินทางครั้งใหม่ของฉัน
ไปในที่ ที่ใคร ๆ ก็บอกว่าเวลาที่นั่นเดินช้า
ไปคนเดียว ลุยเดี่ยว มีแค่เป้ 1 ใบ ใจ 1 ดวง และตัว อีก 1 ตัวใหญ่
หลายคนถาม ว่าจะไปทำไมคนเดียว เดี๋ยวก็เหงาตายหรอก
"เหงา มันไม่เคยทำให้ใครตายนะ" ฉันตอบออกไปอย่างเสียไม่ได้ เพื่อเป็นการประโลมใจตัวเองไปพร้อม ๆ กัน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เรื่องแบบนี้ ฉันคงจะทำได้แค่ "อยาก"
แต่วันนี้ถ้าใครถาม ฉันจะ"ยืดอก พก ลอริเอะ" (เพราะเขาว่าพกไว้จะมั่นใจเต็ม 100) แล้วบอกอย่างมั่นใจว่า "ฉันจะไป"
เหตุผลนะเหรอ..ก็เพราะ..................................................(แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง ^^)

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

'เฟื่อนของฉัน'

ถึง คุณครูประจำชั้น ป.4/2

เรียนคุณครูที่เคารพ การบ้านเรียงความเรื่อง 'เพื่อนของฉัน' ที่คุณครูให้เขียนเมื่อวานนี้ คุณครูบอกว่าเรียงความของหนูอาจจะได้คะแนนเต็ม ถ้าหนูไม่เขียนคำว่า 'เพื่อน' ผิด แต่หนูอยากจะบอกคุณครูค่ะว่า หนูตั้งใจเขียนแบบนั้น เพื่อนคนที่หนูเขียนถึงเขามีอะไร ๆ ที่ หนูรู้สึกไม่เหมือนคนอื่น หนูไม่รู้ว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่เขาใช้คำว่าอะไรแทนคำว่าเพื่อน แล้วถ้าหนูใช้คำอื่นเขียนลงในเรียงความ แล้วคุณครูเห็นว่าไม่เหมาะสมให้หนูลบคำ ๆ นั้นออกไปและให้หนูเขียนคำว่า 'เพื่อน' ที่ถูกต้องลงไปใหม่ กระดาษของหนูคงจะเป็นรอยดินสอที่เขียนลงไปด้วยแรงกดหลงเหลืออยู่ และหนูก็ไม่มั่นใจว่า คำที่ว่าเพื่อนที่เขียนลงไปใหม่ลายมือจะสวยเหมือนเดิมหรือเปล่า หนูเลยเลือกที่จะเติมหางตรงตัว พ. ให้ยาวขึ้น เพราะมันเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าเขาพิเศษกว่าคนอื่น หากคุณครูเห็นว่ามันผิด ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องเขียนให้ถูกต้องหนูก็ยินดีจะลบหางมันออก แม้มันจะเหลือร่องรอยจาง ๆ ของหางนั้นอยู่บ้าง หนูก็ยินดีค่ะ
แต่ไม่ว่าจะยังไง หนูขอยืนยันว่าเรียงความเรื่อง 'เฟื่อนของฉัน' ที่หนูส่งไปหนูเขียนถูกต้องแล้ว

ปล. หนูไม่กล้าบอกคุณครูตรง ๆ หนูเลยเขียนจดหมายมาใส่ใต้โต๊ะคุณครูแบบนี้ เพราะหนูคิดว่าบางเรื่อง เขียนง่ายกว่าพูดมากมาย หวังว่าคุณครูจะไม่โกรธหนูนะคะ

ด้วยความเคารพ
ด.ญ. นิ

......................................................

2 วันต่อมา......

ถึง ด.ญ. นิ

ครูรับทราบถึงความตั้งใจของหนู แต่ครูคงแก้ไขคะแนนให้ไม่ได้ เพราะครูต้อง
ยึดหลักความถูกต้องแบบที่ผู้ใหญ่พึงจะมี
"และสำหรับคำว่า 'เฟื่อน' ที่หนูใช้เขียนครูว่ามันก็เข้าท่าดี"

รักนักเรียนเท่าฟ้า
คุณครูประจำชั้น ป.4/2

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552

ทำไม..ไม่มี?

หลังจากใช้ความสามารถกระชากตัวเพื่อนสาวมาจากแฟนหนุ่มของเธอได้สำเร็จ
เราเลยได้มีโอกาสพบปะเจอะเจอกัน ณ สวนลุมพินี เพื่อมาฟังดนตรีในสวน
เผื่อเสียงเพลงจะช่วยบำบัดความเหงาให้เลือนหายไปจากแววตาของฉันได้บ้าง

เราเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงเพลงนานเท่าไหร่ไม่รู้ได้
เพื่อนสาวเรียกสติฉันคืนมา โดยเริ่มบทสนนาขึ้นมาท่ามกลางเสียงเพลงอันไพเราะเสนาะหูนั้น

เธอ : ทำไมมึงไม่มีแฟน
ฉัน : มึงคิดว่ากูอยากโสด ให้ใจเหี่ยวเล่นรึไง
เธอ : แล้วทำไมไม่มี กูเห็นพามาเจอพวกกูทีไม่มีซ้ำหน้า
ฉัน : มึงรู้ป่ะ คนที่กูพาไปเจอพวกมึงอ่ะ คือกูเลือกแล้วว่าคนนี้แหละวะ ..
ที่จะแนะนำให้รู้จักในฐานะแฟน แต่พอเวลาผ่านไปซักพัก กูก็รู้ตัวว่ากูเลือกผิด
เธอ : ทำไมไม่เลือกคนที่เขารักเราล่ะ ดีจะตาย
ฉัน : ก็พวกนั้นไงที่รักกู แต่มันไม่แนวว่ะ
เธอ : แนวเชี่ยไรของมึง จะขึ้นคานอยู่แล้วยังจะเจียดเวลาที่เหลือน้อยมาเล่นตัวอีก -*-
ฉัน : ก็คนที่ชอบ คนที่รัก มันไม่ใช่พวกนั้นนี่หว่า คิดแล้วเศร้า
เธอ : งั้นก็ แสดงว่ามึงมีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้วสิ ทำไมไม่ลุยล่ะ
ฉัน : ลุยแล้ว สะดุดแล้ว ล้มแล้ว พังแล้ว เหลือแต่ซากอยู่ในใจกูเนี่ย -___-"
เธอ : แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ ไม่มีแล้วรึไง
ฉัน : มี แต่เขาอยู่ไกล กูชอบเขามาก แบบว่าใช่เลย
เธอ : ยังไง?
ฉัน : เขาตาโต เขาตัวสูงใหญ่ เขาเก่ง เขาเป็นฮีโร่...แต่น่าเสียดาย...
เขามีเวลาอยู่บนโลกได้แค่ 3 นาทีเองว่ะ
เธอ : เชี่ยไรของไรมึง -*-
ฉัน : อุลตร้าแมน........ .....(พร้อมทำท่าปล่อยแสง)
เธอ :................................................................สาดดดดดด...นี่มึงกวน Teen กูหรอ
ฉัน : ดูออกขนาดนั้นเลยหรอ ^O^

.................................................................................................................

การแสดงจบแล้ว
เพลงจบแล้ว
เธอ..กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของชายในฝันที่เธอจากมา
ฉัน..ยังคงเฝ้าแหงนหน้ามองท้องฟ้า รอเวลาที่ฮีโร่ของฉันจะผ่านมา และเห็นว่ามีใครบางคนรอเขาอยู่ตรงนี้

..คืนนี้ลมแรงมาก......หนาวจัง.....สั่นไปทั้งใจ..

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

Real.......


Nothing comes free.....

You ought to exchange something for something,

and something with someone.

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552

คืนแห่งการเปลี่ยนปี..


แบกเป้มาเหนื่อยทั้งวัน แต่ถึงจะล้าแค่ไหนก็ไม่พลาดที่จะเสนอหน้าไปยังหอนาฬิกาคืนนี้เด็ดขาด

ที่หอนาฬิกามีการเล่น Lighting ด้วยไล่ไปจนครบตามจำนวนสีของสายรุ้ง หากมองเลยข้ามผ่านยอดหอนาฬิกานี้ไปอย่างคนตาถึง ก็จะเห็นโคมลอย ที่ไม่ใช่เป็นแค่ข่าวลือ แต่เป็นโคมลอยจริงๆ ที่ชาวเชียงรายพร้อมใจกันส่งลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นสาย และแน่นอนฉันคือหนึ่งในนั้นที่เป็นเจ้าของโคมลอยเพื่อนบอกว่าโคมลอยทำลายสภาพแวดล้อม เพราะหากหมดเวลาสวยแล้วก็จะกลายเป็นขยะไปตกที่ไหนบ้างก้ไม่รู้
แหม..พูดซะสลดเลย แต่....ความสลดอันน้อยนิด ไม่สามารถทำลายความฮึกเหิมในแววตาได้
จะลอยอ่ะ จะลอย ๆ..เพื่อนตัวดีคงทนความรบเร้าไม่ไหว อาจจะมีแอบปนรำคาญเล็กน้อยซึ่งเราไม่ใส่ใจ..เพราะต้องการแค่ความร่วมมือ

โคม..ลอยออกไปแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน รู้สึกเหมือนนางเอกในหนังรักซักเรื่อง
ทั้ง ๆ ที่หน้าตาน่าจะพอเป็นนางเอกในหนังสงครามสาดน้ำกรดเท่านั้น
แต่เอาเหอะ..ไม่สวยแต่ก็โรแมนติกได้นะคะ!

ฉันไม่อาจละสายตามาจากแสงไฟในโคมที่ลอยอยู่บนฟ้าได้เลย ได้แต่รำพึงรำพันในใจไม่รู้กีครั้งต่อวินาที
"สวยจัง" "ปีใหม่ปีนี้ดีจัง"

อากาศหนาวขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนพยายามทำให้ใจใครบางคนเรียกร้องวอนขออ้อมกอดจากที่ไหนสักแห่งเพื่อมาทำให้อบอุ่นขึ้น...
แต่สำหรับฉันในคืนแห่งการเปลี่ยนปีนี้ สิ่งที่ได้สัมผัสมันทำให้ฉันอุ่นใจพอแล้ว ไม่ได้อยากเรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้
ฉันหันมองเพื่อนคนดีที่ยืนอยู่ด้านซ้าย ตำแหน่งเดียวกับที่ตั้งของหัวใจของใครหลาย ๆ คนบนโลกนี้ "สวัสดีปีใหม่นะ"..ฉันบอกไป
เพื่อนคนดีตอบกลับมาด้วยประโยคเดียวกัน...

...การเปลี่ยนปี ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง..ความสุขยังคงอยู่ที่เดิม...ฉันยังคงใช้ทฤษฎีสีส้มที่ตั้งขึ้นมาเองอยู่
"อะไรก็ตามที่อยู่ทางด้านซ้าย..สำหรับฉันมันดีเสมอ"